วันอังคารที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2553

สภาพไวต่อแสงสี (Color sensitivity)

ฟิล์มแต่ละชนิดจะมีสภาพไวต่อแสงสีต่างกัน ดังนี้

1. ฟิล์มแพน (Panchromatic film) ได้แก่ ฟิล์มที่สามารถบันทึกแสงสีทุกแสงสีได้ใกล้เคียงกับที่ตาเรามองเห็น จึงเป็นฟิล์มขาว – ดำที่นิยมใช้ในการถ่ายภาพโดยทั่วไป

2. ฟิล์มออโท (Orthochromatic film) หรือบางทีก็เรียกว่า ฟิล์มลิท (Lith film) เป็นฟิล์ม High contrast หรือฟิล์มขาวจัด- ดำจัด ที่มีความไวต่อแสงทุกสี ยกเว้นแสงสีแดง จึงสามารถล้างฟิล์มชนิดนี้ได้ภายใต้แสงนิรภัย (Safelight) สีแดงได้ ฟิล์มออโทหรือฟิล์มลิธ เหมาะสำหรับการถ่ายภาพเพื่อการพิมพ์ เช่น ภาพลายเส้น ภาพฮาล์ฟโทน หรือภาพลายสกรีน เป็นต้น

3. ฟิล์มบอดสี (Blue – sensitive film) เป็นฟิล์มที่บอดสีอื่นทุกสี ยกเว้นสีน้ำเงินเพียงสีเดียว เหมาะสำหรับงานก๊อบปี้ภาพลายเส้น ขาวจัด – ดำจัด ใช้เพื่อการทำแม่พิมพ์ (Block)

4. ฟิล์มอินฟราเรด (Infra – red film) ฟิล์มทั่วๆ ไป มักจะบันทึกแสงสีในสเปคตรัม ซึ่งเป็นแสงสีที่เราสามารถมองเห็นได้ ส่วนฟิล์มอินฟราเรดเป็นฟิล์มที่สามารถบันทึกแสงสีที่อยู่เลยช่วงแสงสีแดงเรียกอินฟราเรด มีทั้งฟิล์มสีและขาว – ดำ เหมาะสำหรับการนำไปบันทึกภาพทางการเกษตร ทางการแพทย์ ทางวิทยาศาสตร์ และการถ่ายภาพทางอากาศ เป็นต้น

วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ความไวแสงฟิล์ม (Film speed)

ความไวแสงฟิล์มแบ่งได้เป็น 4 ระดับ คือ

1. ฟิล์มที่มีความไวแสงฟิล์มต่ำ (Low speed film) ได้แก่ ฟิล์มที่มีความไวแสงฟิล์มประมาณ ISO 25 – 64 ฟิล์มประเภทนี้จะฉาบเยื่อไวแสงไว้บาง ๆ และมีเม็ดเกลือเงินขนาดเล็ก ทำให้เนื้อของฟิล์ม (grain) ละเอียด ให้ความคมชัดของรายละเอียดต่าง ๆ ในการถ่ายภาพได้ดีมาก เหมาะสำหรับการถ่ายภาพในที่ ๆ มีแสงสว่างมาก สามารถนำฟิล์มไปขยายให้มีขนาดใหญ่ได้

2. ฟิล์มที่มีความไวแสงฟิล์มปานกลาง (Normal or Medium speed film) ได้แก่ ฟิล์มที่มีความไวแสงฟิล์มประมาณ 80 – 125 ISO เหมาะสำหรับถ่ายภาพทั่วๆ ไปในที่ ๆ มีแสงสว่างปานกลาง เนื้อของฟิล์มละเอียดพอสมควร ให้ความคมชัดของรายละเอียดต่าง ๆ ในการถ่ายภาพได้ดี

3. ฟิล์มที่มีความไวแสงฟิล์มสูง (High or fast speed film) ได้แก่ ฟิล์มที่มีความไวแสงฟิล์มประมาณ 160 – 400 ISO มีคุณภาพของเกรนเนื้อฟิล์มค่อนข้างหยาบ ไม่เหมาะที่จะนำฟิล์มไปขยายภาพให้มีขนาดใหญ่มาก ๆ เพราะเกรนของภาพจะแตก ฟิล์มที่มีความไวแสงฟิล์มสูงจะทำปฏิกิริยากับแสงได้เร็ว และได้รับแสงมากจึงเหมาะสำหรับการถ่ายภาพในที่ที่ มีแสงสว่างน้อย

4. ฟิล์มที่มีความไวแสงฟิล์มสูงพิเศษ (Ultra fast speed film) เป็นฟิล์มที่ผลิตขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์พิเศษ มีความไวแสงฟิล์มสูงตั้งแต่ 1600 ISO ขึ้นไป เหมาะสำหรับการนำไปถ่ายภาพในที่ที่มีแสงน้อยมาก เช่น ในงานคอนเสิร์ตหรือต้องการถ่ายภาพที่มีการเคลื่อนไหวให้หยุดนิ่งสามารถใช้ความเร็วชัตเตอร์ได้สูง

ฟิล์มแต่ละชนิดจะมีความไวแสงฟิล์มในการทำปฏิกิริยากับแสงเพื่อบันทึกภาพได้ช้า หรือเร็วแตกต่างกันค่าของความไวแสงฟิล์มที่แตกต่างกันนี้ จะมีผลต่อการเลือกปรับขนาดช่องรับแสง และความเร็วชัตเตอร์ในการถ่ายภาพเป็นอย่างมาก

ค่าความไวแสงฟิล์ม มีหน่วยที่ใช้กันอยู่หลายระบบ คือ

1. ระบบอเมริกาใช้หน่วย ASA (America standards association) และระบบสากลใหม่ ใช้ ISO (International standards organization) มีอัตราความไวแสงต่อหน่วยเท่ากับ ASA

2. ระบบเยอรมันใช้หน่วย DIN (Deutsche industries norm)

3. ระบบรัสเซีย ใช้หน่วย GOST (Gosudurstvenny of standards)

4. ระบบญี่ปุ่น ใช้หน่วย JIS มีอัตราความไวแสงฟิล์มต่อหน่วยเท่ากับ ISO

ลักษณะและขนาดของฟิล์ม

ฟิล์มที่ผลิตออกมาจำหน่ายในปัจจุบัน มีหลายลักษณะตามชนิดของกล้องถ่ายภาพ กล้องคอมแพค และกล้อง SLR จะใช้ฟิล์ม 35 มม. กล้องขนาดกลางจะใช้ฟิล์ม 120 ส่วนที่เป็นกล้องขนาดใหญ่หรือกล้องวิว จะใช้ฟิล์มแผ่น มีขนาดต่าง ๆ กัน เช่น 4 x 5 นิ้ว ส่วนกล้องถ่ายภาพรุ่นเก่าที่ใช้กับฟิล์ม 110 และฟิล์ม 126 ในปัจจุบันไม่มีจำหน่ายแล้ว

ฟิล์ม 135 เป็นฟิล์มที่บรรจุในตลับหรือในหลอด เป็นฟิล์มที่รู้จัก และใช้กันอย่างแพร่หลาย ขนาดความกว้างของฟิล์ม 35 มม. มีความยาวต่างกัน เช่น ถ่ายภาพได้ 24 ภาพ ( 135 – 24 ) และ 36 ภาพ ( 135 – 36 ) ถ้าใช้กล้องที่สามารถแบ่งฟิล์มได้ จะได้จำนวนภาพมากขึ้นไปอีกเป็น 2 เท่า เรียกว่าแบบครึ่งเฟรม (Half frame) ขนาดของภาพที่ฟิล์ม 18 x 24 มม. และถ้าเป็นแบบเต็มเฟรม (Full frame) จะมีขนาดของภาพ 24 x 36 มม.

ฟิล์ม 120 เป็นฟิล์มแบบม้วน มีหลายลักษณะ เช่น

2 x 2 นิ้ว เป็นขนาดดั้งเดิม มีขนาดของภาพในฟิล์ม 60 x 60 มม.

6 x 7 ซม. มีขนาดของภาพในฟิล์ม 60 x 70 มม.

6 x 4.5 ซม. มีขนาดของภาพในฟิล์ม 60 x 45 มม.

6 x 9 ซม. มีขนาดของภาพในฟิล์ม 60 x 95 มม.

ฟิล์มอินสแตนท์หรือฟิล์มโพลารอยด์ เป็นฟิล์มอีกชนิดหนึ่งเป็นแผ่นบรรจุอยู่ในห่อ ห่อละ 10 บาท

วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ประเภทของฟิล์ม

ฟิล์มที่ใช้ถ่ายภาพโดยทั่วๆ ไปอาจแบ่งได้ เป็น 2 ประเภท คือ

1. ฟิล์มขาว – ดำ

2. ฟิล์มสี

ฟิล์มขาว – ดำ (Black and white film) แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด คือ

1. ฟิล์มเนกาทิฟ (Negative film) คือ ฟิล์มขาว – ดำที่ใช้ถ่ายภาพโดยทั่วไป มีเยื่อไวแสงซึ่งให้สีตรงกันข้ามกับสีของวัตถุ หลังจากถ่ายภาพแล้ว นำฟิล์มไปผ่านกระบวนการล้างฟิล์มลักษณะของภาพจะเป็นเนกาทิฟ คือ ขาวเป็นดำ และดำเป็นขาว เมื่อนำฟิล์มไปอัดขยายลงบนกระดาษอัดภาพ จะได้ภาพที่มีสีตรงความเป็นจริงของวัตถุ

2. ฟิล์มพอซิทิฟ (Positive film) เป็นฟิล์มขาว – ดำใช้สำหรับ Copy จากฟิล์มเนกาทิฟให้เป็นฟิล์มพอซิทิฟ หรือสไลด์ขาว-ดำ

3. ฟิล์มริเวอร์ซัล (Reversal film) คือฟิล์มประเภทสไลด์ เป็นฟิล์มโปร่งใส เมื่อถ่ายภาพแล้วนำไปผ่านกระบวนการล้างฟิล์มจะได้ภาพที่มีลักษณะเหมือนธรรมชาติ

ฟิล์มสี (Color film) แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด ได้แก่

1. ฟิล์มสีเนกาทิฟ (Color negative film) เป็นฟิล์มที่ใช้ถ่ายภาพโดยทั่วๆ ไป หลังจากถ่ายภาพแล้ว นำไปผ่านกระบวนการล้างฟิล์ม แล้วนำไปอัดขยายลงในกระดาษอัดภาพ จึงจะได้ภาพที่มีสีตรงตามความเป็นจริงของวัตถุที่ถ่าย

2. ฟิล์มสีพอซิทิฟ (Color positive film) เป็นฟิล์มที่ใช้สำหรับ Copy จากฟิล์มเนกาทิฟ เป็นฟิล์มพอซิทิป คือ สไลด์สี

3. ฟิล์มสีริเวอร์ซัล (Color reversal film) เป็นฟิล์มที่เมื่อนำไปถ่ายภาพ แล้วผ่านกระบวนการล้างฟิล์ม จะได้ภาพโปร่งใสมีสีตรงตามความเป็นจริงของวัตถุ คือ สไลด์นั่นเอง

วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การทำงานของฟิล์ม

หลังจากที่ฟิล์มถูกฉายแสง (Exposed to light) ในปริมาณที่พอเหมาะ ภาพของวัตถุจะถูกบันทึกไว้ในเยื่อไวแสงในลักษณะของภาพแฝง (Latent image) ซึ่งเป็นภาพที่ยังมองไม่เห็นจนกว่าจะนำไปผ่านกระบวนการล้างฟิล์ม เมื่อนำฟิล์มผ่านน้ำยาสร้างภาพ (Developer) เฉพาะบริเวณฟิล์มที่ถูกแสงจะเปลี่ยนไป ทำให้เกิดภาพของเงินสีดำ ส่วนบริเวณฟิล์มที่ไม่ถูกแสงยังคงมีเงินเฮไลด์ ซึ่งยังคงไวต่อแสงอยู่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในน้ำยาสร้างภาพ ดังนั้น จึงต้องนำฟิล์มไปล้างต่อในน้ำยาคงภาพ (Fixer) ที่จะทำให้ภาพคงตัว โดยมีไฮโปหรือโซเดียมไธโอซัลเฟต เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ น้ำยานี้จะทำปฏิกิริยากับเงินเฮไลด์ทำให้เงินเฮไลด์หลุดออกจากฟิล์ม คงเหลืออยู่แต่ภาพเงินสีดำ ซึ่งเป็นภาพของวัตถุที่บันทึกมา ส่วนใดจะมีสีดำมาก หรือน้อยแล้วก็ขึ้นอยู่กับปริมาณของแสงที่ได้รับมา ฉะนั้นลักษณะของภาพที่เกิดในฟิล์ม จึงมีส่วนที่มีสีดำทึบบ้าง สีจางเป็นสีเทาบ้าง ความเข้มของสีในฟิล์มนี้จะมีลักษณะกลับกันกับวัตถุเป็นจริง เช่น ถ้าวัตถุมีสีนี้ จะมีลักษณะกลับกันกับวัตถุเป็นจริง เช่น ถ้าวัตถุมีสีดำ ในฟิล์มจะใสสว่างขาว และถ้าวัตถุมีสีขาว ในฟิล์มจะมีสีดำทึบ จึงเรียกฟิล์มนี้ว่า ฟิล์มเนกาทิฟ (Negative) เมื่อนำฟิล์มนี้ไปอัดขยายบนกระดาษอัดภาพ จะได้สีที่ภาพกลับกันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นภาพจริงเหมือนวัตถุที่ถ่ายมาเรียกว่า ภาพพอซิทิฟ (Positive)

วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2553

โครงสร้างของฟิล์มขาวดำ

ฟิล์มเป็นส่วนสำคัญในการบันทึกภาพประกอบด้วยชั้นของเยื่อไวแสงที่เคลือบไว้บนฐานรองรับ ซึ่งอาจเป็นอาซีเอท พลาสติกใส หรือกระจก

โครงสร้างของฟิล์มประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้

1. ส่วนที่เป็นฐานรองรับเยื่อไวแสง (Support) สมัยก่อนใช้เซลลูโลสไนเตรท (Cellulose nitrate) ซึ่งติดไฟได้ง่าย ต่อมาได้ใช้โพลีเอธีลีนเทเรพธาเลต โพลีเอสเตอร์ (Polyethylene terepthalate polyester)

2. ส่วนที่เป็นเยื่อไวแสง (Emulsion) สารเคมีทีสำคัญในการประกอบเป็นเยื่อไวแสงของสารเคมีที่สำคัญในการประกอบเป็นเยื่อไวแสงของฟิล์มถ่ายภาพ คือ เกลือเงินเฮไลด์ (Silver halide) เช่น เงินคลอไรด์ (Siler chloride) เงินโบรไมด์ (Silver bromide) และเงินไอโอไดด์ (Silver iodide) ก่อนฉาบสารไวแสงบนฐานรองรับจะมีชั้นของเยลาติน ซึ่งเป็นวัสดุเหนียวสกัดจากเขาและกระดูกสัตว์คั่นอยู่ก่อน เพื่อให้สารไวแสงยึดแน่นกับฐานรองรับ เรียกเยลาตินชั้นนี้ว่า Subbing layer และเมื่อฉาบสารไวแสงบนฐานรองรับแล้ว จะใช้เยลาตินฉาบที่ผิวบนสุดอีกชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันการถูกขีดข่วน ซึ่งเรียกเยลาตินชั้นบนสุดนี้ว่า Nonstress supercoat

3. ส่วนที่เป็นด้านหลังของฟิล์ม จะฉาบด้วยเยลาตินผสมกับอินทรีย์เพื่อป้องกันการโค้งงอ เนื่องจากการเปียก และการแห้งของเยื่อไวแสง และของเยลาติน นอกจากนั้นยังทำหน้าที่ป้องกันการเกิดฮาเลชั่น (Halation) คือ การสะท้อนกลับหมดของแสงที่ผิวล่างของฐานรองรับ ทำให้เกิดวงกลมสว่างขึ้นโดยรอบภาพของจุดกำเนิดแสง


วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2553

อุปกรณ์ทำความสะอาดกล้อง (Cleaning accessories)

อุปกรณ์ทำความสะอาดกล้องมีหลายชนิด เช่น ลูกยางเป่าลมที่มีแปรงขนนิ่มสำหรับปัดฝุ่นละอองที่จับอยู่ตามซอกเลนส์ หรือตัวกล้อง น้ำยาล้างเลนส์ กระดาษสำหรับเช็ดเลนส์ เป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้กล้องมีฝุ่น คราบละอองน้ำ รอยนิ้วมือ ให้กล้องของคุณดูสะอาด มีอายุการใช้งานที่ยืดยาว ให้กล้องถ่ายภาพของคุณดูใหม่ตลอดเวลา