แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ถ่ายภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ถ่ายภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2553

9. กระเป๋าใส่กล้อง (Camera case) และกระเป๋าเก็บอุปกรณ์ถ่ายภาพ


กระเป๋าใส่กล้องถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของนักถ่ายภาพ เป็นที่เก็บอุปกรณ์ที่จำเป็นในการถ่ายภาพ เช่น ตัวกล้อง เลนส์ แผ่นกรองแสง ฟิล์ม เครื่องขับเคลื่อนฟิล์มอัตโนมัติ แฟลช แบตเตอรี่ กระดาษเช็ดเลนส์ ฯลฯ ทำให้สะดวกต่อการนำพาไปถ่ายภาพในที่ต่าง ๆ ช่วยป้องกันฝุ่นละออง การกระแทกกระเทือน การขีดข่วน ของอุปกรณ์ต่าง ๆ อีกด้วย กระเป๋าใส่กล้องมีทั้งชนิดที่เป็นหนัง สามารถือหิ้ว หรือสะพาย มีขนาดที่แตกต่างกัน ชนิดที่เป็นโลหะแข็ง ข้างในมีช่องแบ่งแยก สำหรับวางอุปกรณ์แต่ละชนิดเป็นสัดส่วน

วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2553

อุปกรณ์ในการถ่ายภาพ

นักถ่ายภาพโดยทั่ว ๆ ไป ทั้งระดับมืออาชีพและสมัครเล่น นอกจากจะใช้กล้องถ่ายภาพเพื่อผลิตผลงานการถ่ายภาพให้สมบูรณ์แล้วก็ตาม นักถ่ายภาพเหล่านี้ก็ยังต้องอาศัยอุปกรณ์อื่น ๆ มาประกอบอีกเป็นอันมาก ทั้งนี้เพื่อช่วยให้ภาพถ่ายมีประสิทธิภาพสูงสุดตามต้องการ อุปกรณ์ที่ช่วยในการถ่ายภาพดังกล่าวมีอยู่หลายชนิด เช่น ขาตั้งกล้อง สายลั่นไก เครื่องวัดแสงไฟ แฟลช แผ่นกรองแสง เครื่องขับเคลื่อนฟิล์มขึ้นชัตเตอร์อัตโนมัติ ตลอดจนอุปกรณ์ที่ใช้ในการบำรุงรักษากล้อง ถ่ายภาพ ผู้ถ่ายภาพจึงควรทำความเข้าใจถึงลักษณะ ประโยชน์ การใช้งานของอุปกรณ์เหล่านั้นไว้ด้วย ดังต่อไปนี้

วันพุธที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2553

ถ่ายอะไรดีตอนที่อาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า

เมื่อคุณถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกให้สวยงามได้แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่คุณควรถ่ายตอนพระอาทิตย์ตก คือเงาดำ (Solihouette) นั่นเอง ซึ่งกฎพื้นฐานที่เราใช้ในการถ่ายภาพเงาดำมี 2 ขอ คือ (1) แน่ใจว่าตัวแบบที่คุณจะถ่ายให้เป็นเงาดำไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิต (หรือสิ่งของ) นั้นเป็นสิ่งที่คนเข้าใจและจดจำได้ง่าย ผมเคยเห็นภาพถ่ายเงาดำหลายภาพ ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในใจถามว่า นี่มันคืออะไร ดังนั้นจงหาตัวแบบที่ดูง่ายแล้วทุกอย่างก็จะดูดีขึ้นเอง (2) จัดตำแหน่งของแบบให้ตรงกับพระอาทิตย์ แล้วพระอาทิตย์จะช่วยให้มีเงาดำเกิดขึ้น จากนั้นจับแสงที่ท้องฟ้า (เพื่อทำให้ตัวแบบที่คุณถ่ายปรากฏเป็นเงาดำ)

วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

ถ่ายภาพสัตว์ป่าเหรอ ? ใช้ Teleconverter สิ

คุณรู้มั้ยปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อถ่ายภาพสัตว์จะไม่เกิดกับการถ่ายภาพแบบอื่น ๆ เมื่อคุณซูมให้ตัวแบบเข้ามาใกล้ช่องมองภาพ คุณจะมองเห็นภาพจริงเข้ามาใกล้แค่เพียงครึ่งหนึ่ง ดังนั้น ขณะที่คุณกำลังถ่ายภาพสัตว์ป่า คุณต้องการให้ตัวสัตว์ที่อยู่ไกลออกไปให้เข้ามาใกล้มากที่สุด ซึ่งมืออาชีพถ่ายภาพโดยใช้ เลนส์ 400mm หรือใหญ่กว่านั้นถ่ายภาพ แต่หากคุณไม่มีงบพอที่จะซื้อเลนส์แบบนี้ละก็ (ผมก็เหมือนกัน) คุณสามารถใช้ Teleconverter (บางครั้งเราเรียกว่า Tele-Extender) ขยายเลนส์เทเลโฟโต้ (เลนส์ซูม) ให้ซูมเข้ามาใกล้ได้มากยิ่งขึ้น ดังนั้นหากคุณมีเลนส์เทเลโฟโต้ (หรือเลนส์ซูม) 200mm (ซึ่งเท่ากับประมาณ 300mm) และเพิ่ม Teleconverter1.4x หรือ 2x เลนส์เทเลโฟโต้เดิมของคุณจะมีขนาดเท่ากับ 450mm หรือ 600mm ซึ่ง Teleconverter1.4x ของกล้อง Canon ราคาอยู่ที่ประมาณ 11,000 บาท และ Teleconverter ของกล้อง Nikon หรือประมาณ 12,000 บาท (แน่ใจว่าคุณได้ตรวจสอบแล้วว่า Teleconverter ที่คุณซื้อนั้นใช้งานกับเลนส์ปัจจุบันของคุณได้

วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

อย่าถ่ายภาพการเคลื่อนไหวของสัตว์ป่าให้ใกล้จนเกินไป

หากคุณกำลังถ่ายภาพสัตว์ป่า เมื่อคุณกำลังรวมองค์ประกอบของภาพ อย่าถ่ายให้ตัวสัตว์ชิดกับกรอบมากจนเกินไป ดูเหมือนว่ามันไม่มีทางหนีออกไปไหนได้ ดังนั้นคุณควรเหลือที่ว่างในกรอบเพื่อให้องค์ประกอบต่าง ๆ ดูลงตัวมากขึ้น เพราะภาพหนึ่งภาพสามารถบอกเล่าเรื่องราวได้ แต่หากว่าคุณตัดภาพให้ชิดกรอบจนเกินไป โดยไม่มีที่ว่างให้สัตว์ได้ออกจากกรอบมันก็เหมือน เป็นการวางกับดักพวกมันไม่ให้หนีออกไปได้ และภาพก็จะสร้างคามน่าอึดดัดแก่ผู้พบเห็น ต่อไปเมื่อคุณมององค์ประกอบต่าง ๆ ผ่านช่องมองภาพ ให้เหลือที่ว่างข้างหน้าตัวแบบที่คุณถ่ายแล้วภาพของคุณจะดูเหมือนมีชีวิตอย่างที่คุณคาดไม่ถึง

วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2553

ยิงภาพสัตว์ป่าเหรอ เล็งไปที่ตาสิ

ผมว่าหัวเรื่องนี้ฟังดูแปลก ๆ นะ หากคุณอ่านหัวข้อนี้ออกมาดัง ๆ (ฟังดูเหมือนกับว่าเรากำลังไปยิงสัตว์มากกว่าไปถ่ายภาพ ว่ามั้ย?) เมื่อคุณกำลังถ่ายภาพสัตว์ป่า จุดที่คุณจะต้องโฟกัสก็คือ ตาของสัตว์ ถ้าตาไม่ได้อยู่ในโฟกัสภาพที่ออกมาก็จะดูไม่สวยงาม บ่อยครั้งที่คุณต้องจับภาพสัตว์ที่กำลังเคลื่อนไหว (หรือกำลังต่อสู้กัน) หากคุณใช้เทคนิคการแพนกล้อง (ซึ่งคุณต้องติดตามการเคลื่อนไหวของสัตว์ด้วยเลนส์) ต้องแน่ใจว่าจุดที่ต้องเล็งคือ ตา แล้วทุกอย่างรอบ ๆ ก็จะดูเบลอ แต่ช่วยให้ตาทั้งคู่คมชัดสุด

วันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553

เคล็ดลับการถ่ายภาพแบบพาโนรามา

จะมีอะไรที่น่าดึงดูดใจเท่ากับการที่คุณได้ประกอบภาพทิวทัศน์ห้าหกภาพ (หรือมากกว่านั้น ) ให้เป็นภาพเดียวกันทั้งหมดในหนึ่งภาพ เพื่อสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ อย่างไรก็ตามเมื่อคุณสร้างภาพพาโนรามา มันอาจจะง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากหรือมันอาจจะเป็นเหมือนฝันร้ายก็เป็นได้ ซึ่งทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับวิธีการถ่ายภาพพาโนรามาในครั้งแรก ถ้าคุณถ่ายภาพได้ถูกวิธี โปรแกรม Photoshop ก็จะสร้างภาพของคุณได้อย่างง่ายดาย แต่หากคุณทำผิดวิธีตั้งแต่ ขั้นตอนการถ่ายภาพ คุณก็ต้องเสียเวลาเป็นชั่วโมงเพื่อรวมภาพพาโนเข้าด้วยกัน และวิญญาณของภูตผีปิศาจที่สิงร่างอยู่ในโปรแกรม Photoshop ก็จะหัวเราะเยาะคุณ (ฮ่า ฮ่า ฮ่า) เอาล่ะ ขอแค่เพียงคุณทำตามกฎในการรวมและแยกภาพแบบไร้รอยต่อ ในโปรแกรม Photoshop ตามที่เราได้อธิบายไว้ก็เท่านั้นเอง เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

(1) ถ่ายภาพพาโนบนขาตั้ง หากไม่มีขาตั้ง ซื้อเถอะครับรับรองว่าคุณต้องได้ใช้แน่นอน

(2) ถ่ายภาพในแนวตั้ง(สำหรับภาพบุคคล) หรือถ่ายภาพแนวนอน (สำหรับภาพทิวทัศน์) แล้วถ่ายภาพซ้ำที่เดิมให้มากเข้าไว้ ไม่เพียงแต่คุณจะได้ภาพที่ผิดสัดส่วนน้อยลง แต่ความมานะพยายามของคุณจะทำให้ภาพพาโนดูดีขึ้นได้

(3) ปรับค่า White Balance ที่กล้องของคุณให้เป็น Cloudy หากคุณตั้งค่าเป็น Auto ค่า White Balance อาจจะเปลี่ยนบางส่วนของภาพไป ซึ่งภาพของคุณจะดูแย่มากถึงมากที่สุด

(4) กดปุ่มชัตเตอร์ลงครึ่งหนึ่งเพื่อตั้งค่า Exposure จากนั้นมองที่ช่องมองภาพ จำค่า F-Stop และความเร็วชัตเตอร์เอาไว้ ตอนนี้ปรับไปที่โหมดแมนวลและใส่จำนวน F-Stop และความเร็วชัตเตอร์เข้าไป หากคุณไม่มีค่าของทั้งสองตัวนี้แล้วถ่ายโดยใช้ค่า Exposure โดยอัตโนมัติที่โหมดใด ๆ ก็ตาม ค่า Exposure อาจจะเปลี่ยนบางส่วนของภาพ และอาจทำให้คุณสติแตกได้เมื่อต้องทำงานในโปรแกรม Photoshop

(1) ทันทีที่คุณโฟกัสไปที่ส่วนแรก ให้คุณปิดออกโต้โฟกัสที่เลนส์ของคุณ วิธีนี้กล้องจะไม่โฟกัสส่วนที่แตกต่างกันอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้ภาพเสียได้

(2) ก่อนที่คุณจะถ่ายภาพส่วนแรก ให้คุณถ่ายภาพหนึ่งโดยใช้นิ้วกดข้างหน้าเลนส์ วิธีนี้คุณจะได้รู้ว่าคุณจะเริ่มถ่ายภาพที่ตรงไหนก่อน และให้ทำวิธีแบบเดียวกันนี้อีกครั้งหลังถ่ายภาพสุดท้าย

(3) ก่อนที่คุณจะถ่ายภาพส่วนแรก ให้คุณถ่ายภาพหนึ่งโดยใช้นิ้วกดข้างหน้าเลนส์ วิธีนี้คุณจะได้รู้ว่าคุณจะเริ่มถ่ายภาพที่ตรงไหนก่อน และให้ทำวิธีแบบเดียวกันนี้อีกครั้งหลังถ่ายภาพสุดท้าย

(4) ให้ภาพแต่ละส่วนเผื่อเนื้อที่ตรงรอยต่อของภาพให้มีรายละเอียดซ้ำกันประมาณ 20 – 25% เพื่อให้แน่ใจว่ามีรายละเอียดของภาพแรกอยู่ที่ประมาณ ¼ ปรากฏขึ้นมาในภาพที่สอง และขอบภาพแต่ละภาพต้องกินเนื้อที่ของภาพแรกอย่างน้อย 20 % เพื่อให้ซอฟท์แวร์ Stitching ของโปรแกรม Photoshop สามารถผนวกภาพเข้าด้วยกันได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

(5) ให้คุณถ่ายภาพให้ถูกต้องและรวดเร็วโดยเฉพาะเมฆที่เคลื่อนไหวหลังภาพทิวทัศน์

(6) ใช้สายลั่นชัตเตอร์ หรืออย่างน้อยใช้ Self Timer เพื่อไม่ทำให้กล้องเคลื่อนไหวคงไม่มีอะไรแย่ไปกว่าส่วนใดส่วนหนึ่งของภาพเบลออีกแล้ว

ตอนนี้หากคุณทำตามกฎในสองหน้าที่แล้ว กฎที่เหลือนั้นง่ายมาก

ขั้นตอนที่ 1 ให้คุณเปิดโปรแกรม Photoshop จากนั้นเปิดภาพทั้งหมดขึ้นมา

ขั้นตอนที่ 2 ไปที่เมนู File ของโปรแกรม Photoshop ภายใต้คำสั่ง Automate เลือก Photomerge

ขั้นตอนที่ 3 ในกรอบ Photoshop ไปที่เมนู Use ที่ปรากฏขึ้นมา แล้วเลือก Files ดูให้แน่ใจว่าคลิกเครื่องหมายถูกที่กรอบ Attempt to Automatically Arrange Source Images แล้วจากนั้นคลิก OK

ขั้นตอนที่ 4 เมื่อกรอบ Photomerge หลักปรากฏขึ้น มักจะประกอบภาพทุกภาพให้รวมเป็นภาพพาโนรามาที่ไร้รอยต่อ (ตราบใดที่คุณทำตามกฎที่ผมบอกไว้ก่อนหน้านี้) และหากคุณเห็นรอยต่อเล็ก ๆ ที่ด้านบนสุดระหว่างภาพสองภาพ ให้คุณคลิก OK แล้วรอยต่อจะหายไปทันทีที่สร้างภาพสุดท้ายขึ้นมา ถ้ารอยต่อยังไม่หายไป ให้ใช้ Clone Stamp Tool (S) โดยการกดคีย์ Option ค้างไว้ (เครื่อง PC กดคีย์ Alt) แล้วคลิกใกล้พื้นที่ของท้องฟ้าที่ดูคล้ายกับที่พื้นที่นั้น จากนั้นเลือกแรงชนิดขอบเนียน (Soft-edged) จาก Brush Picker แล้วระบาย ที่เหนือรอยต่อเล็ก ๆ เพื่อปิดรอยต่อให้ภาพเนียนขึ้น

หากคุณมีโปรแกรม Photoshop หรือ Photoshop Elements เรามีวิธีสร้างภาพพาโนรามามาให้คุณได้ลองทำกัน โดยให้คุณตัดภาพที่ต้องการให้เป็นภาพแบบพาโนรามา โดยไปที่ Crop Tool (C) แล้วคลิกและลากให้อยู่ตรงกลางของภาพ (ดังภาพด้านบน) โดยตัดทั้งด้านบนสุด และด้านล่างสุดของภาพออกไป จากนั้นกดคีย์ Return (PC : Enter) แล้วภาพทั้งด้านบนและด้านล่างจะถูกตัดออกไปกลายเป็นภาพพาโนรามาจริง ๆ ได้




วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

การถ่ายภาพในวันครึ้มฟ้าครึ้มฝน

การถ่ายภาพนันที่มีอากาศมืดครึ้ม ภาพที่ออกมาอาจไม่ได้ดั่งใจนัก ผมเคยออกไปถ่ายภาพในวันที่มีอากาศแบบนี้กับช่างภาพหลาย ๆ คน ผมพบว่าช่างภาพมากกว่าครึ่งไม่เคยนึกถึงคอนเซ็ปต์ง่าย ๆ ในการถ่ายภาพในวันที่มีอากาศมืดครึ้มแบบนี้เลย คอนเซ็ปต์ที่ว่านี้ก็คือ ให้หลีกเลี่ยงการถ่ายภาพท้องฟ้ายังไงล่ะ อาจฟังดูโง่ๆ เมื่อคุณอ่านมาถึงบรรทัดนี้ เพราะคุณก็อาจรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว แต่ผมก็ยังได้ยินหลายคนบ่นครั้งแล้วครั้งเล่าว่า วันนี้ท้องฟ้าดูมืดครึ้มจัง ฉันไม่อยากออกไปถ่ายภาพแล้วล่ะ หากเป็นเช่นนี้คุณเพียงแค่ถ่ายภาพไม่ให้เห็นท้องฟ้า แล้วคุณค่อยมาปรับสีทีหลังในโปรแกรม Photoshop (หรือพูดอีกอย่างว่า ฉันจะทำให้ท้องฟ้าสดใส กว่าที่เห็นในวันที่ครึ้มฟ้าครึ้มฝนแบบนี้) โดยไม่จำเป็นต้องทำงานหนักกว่าเดิม ผมลองใช้วิธีนี้ตอนออกไปถ่ายภาพครั้งที่แล้ว ซึ่งใช้เวลา 20 นาทีสำหรับถ่ายภาพท้องฟ้าที่เป็นสีฟ้าใส และใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่งสำหรับถ่ายภาพท้องฟ้าที่มืดครึ้ม (ตอนนั้นผมกำลังถ่ายภาพแนวชานเมืองอยู่) เมื่อถ่ายภาพเสร็จผมก็ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีเพื่อแก้ไขภาพในโปรแกรม Photoshop นี่คือวิธีหนึ่งที่ผมใช้ในการแก้ไขภาพ

ขั้นตอนที่ 1 ผมเปิดภาพที่มีท้องฟ้าที่มีสีฟ้าใสขึ้นมาภาพหนึ่ง จากนั้นใช้ Eyedropper Tool (I) แล้วคลิกบนภาพท้องฟ้า เพื่อทำเป็นสีของฉากหน้า

ขั้นตอนที่ 2 ผมจะเปิดภาพท้องฟ้าที่มืดครึ้มเล็กน้อยขึ้นมาอีกภาพหนึ่ง แล้วใช้ Magic Wand Tool (W) คลิกที่ภาพท้องฟ้า เพื่อเลือกภาพส่วนนั้นออกมา (ใช้เวลาทั้งหมด 2 วินาที)

ขั้นตอนที่ 3 ผมใส่เลเยอร์ว่างๆ อันใหม่เข้าไปวางไว้เหนือเลเยอร์ Background แล้วใส่ท้องฟ้าที่เลือกไว้กับสีของฉากหน้าเข้าไป เพียงเท่านี้ ท้องฟ้าสีเทาหม่นของผมก็กลายเป็นท้องฟ้าที่สดใสได้

วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บรรยากาศคือเพื่อนของคุณ

นอกจากบรรยากาศจะช่วยเราให้มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้แล้ว บรรยากาศ (หรือหมอก) สามารถทำให้ภาพทิวทัศน์บางแห่งดูน่าสนใจ (เรากำลังพูดถึงแสงนุ่ม ๆ ที่ฟุ้งกระจายเหมือนอยู่บนสวรรค์) ผมโปรดปรานภาพบางภาพที่ถ่ายท่ามกลางหมอกกระจายไปทั่วทิวเขา (แต่แน่นอนว่า คุณจำเป็นต้องถ่ายจากจุดที่เหนือหมอกหรือยอดเขาสูงขึ้นไป) ผมได้ถ่ายภาพม้าบนชายหาด กับหมดที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณและมันก็ได้สร้างเอฟเฟ็กต์เหมือนหนังแฟนตาซี ฮอลลีวู้ดที่ดูอลังการบนแผ่นฟิล์ม (ฟิล์มกล้องดิจิตัลนะครับ) ยังมีลำแสงที่อยู่ในป่า, ลำแสงที่ส่องผ่านความชื้นในอากาศหรือผ่านหมอกหนาทึบก็ให้ภาพที่น่าทึ่งได้เช่นเดียวกัน คุณลองตื่นเช้าขึ้นอีกสักนิด (หรือยอมอดข้าวเย็นสักมื้อ) เพื่อเก็บบรรยากาศเหล่านี้ดูบ้างก็ดีนะครับ)

วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ถ่ายภาพอะไรในวันที่อากาศไม่เป็นใจ

คุณกำลังคิดว่าวันนี้อากาศไม่ดี ออกไปถ่ายภาพก็คงไม่ได้ภาพสวย ๆ แน่ คุณก็เลยใช้เวลาทั้งวันนั่งแก้ไขภาพในโปรแกรม Photoshop ความคิดนี้ก็ใช้ได้นะ แต่คุณรู้ไหมว่าคุณกำลังพลาดโอกาสถ่ายภาพสวย ๆ เช่น

(1) หลังฝนตกใหม่ ๆ ขณะที่ยังมีเมฆครึ้มอยู่ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะถ่ายภาพป่าเขียวขจีให้โดดเด่นขึ้นมา (สีของใบไม้ดูอิ่มตัวมากขึ้นและเหมือนมีชีวิต แม้แต่ใบไม้ที่อยู่บนพื้นก็ดูมีชีวิตชีวา ประกอบกับหยดน้ำบนใบไม้และดอกไม้ก็ช่วยเพิ่มความน่าสนใจได้เป็นอย่างดี), สายน้ำที่ปกคลุมไปด้วยตะไคร่น้ำและน้ำตก (คุณสามารถใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำขณะที่ดวงอาทิตย์หลบอยู่หลังเมฆครึ้ม)

(2) หากเกิดพายุขึ้นมาก็เป็นโอกาสที่ดีที่จะถ่ายภาพหลังจากที่ฝนหยุดตกและท้องฟ้าเปิดให้พระอาทิตย์ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกมาจากเมฆ แล้วภาพที่งดงามก็จะมาปรากฏต่อหน้าคุณประมาณสองสามนาทีแล้วเริ่มมีพายุอีกครั้งหรือกลับมาสว่าง (ศัตรูตัวฉกาจของช่างภาพที่ถ่ายภาพกลางแจ้ง) ดังนั้นจงพร้อมรับความน่าอัศจรรย์ท่ามกลางพายุที่ควรค่าแก่การรอคอย

(3) ก่อนที่พายุ จะ อันตรธาน คุณสามารถเก็บภาพท้องฟ้าที่ดูน่าทึ่งมาก ๆ ได้ เพราะมีทั้งเมฆ บางครั้งก็มีแสงสีสันสดใสหรือลำแสงที่ดูมีพลังออกมา ผู้คนส่วนใหญ่มักจะพลาดภาพเหล่านี้ ดังนั้นจงเตรียมพร้อมตลอดเวลา (โปรดอย่าถ่ายภาพท่ามกลางสายฝนเพื่อป้องกันตัวคุณ และอุปกรณ์ของคุณนะครับ)

วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ถ่ายภาพภูเขาให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

เนื้อหาสำคัญที่คุณมักจะพบ คือ เรื่องของการถ่ายภาพในมุมมองที่เราไม่ได้เห็นกันทุกวัน ตัวอย่างเช่น หากสิ่งที่คุณจะถ่ายคือภูเขา คุณก็ไม่ควรถ่ายจากข้างล่างของภูเขา เพราะภาพที่ถ่ายออกมาเหมือนภาพภูเขาที่เราเห็นระหว่างที่ขับรถไปต่างจังหวัด ดังนั้นหากคุณถ่ายภาพแบบนั้น (ถ่ายจากข้างล่างขึ้นไปข้างบน) คุณก็จะได้ภาพที่ธรรมดามาก ๆ แต่หากคุณต้องการสร้างภาพภูเขาที่สามารถดึงดูดความสนใจและเป็นภาพที่ไม่ได้เห็นทั่ว ๆ ไป แล้วละก็ ให้คุณถ่ายจากข้างบนสูงขึ้นไป โดยขับรถขึ้นไปให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้บนภูเขาหรือปีนขึ้นไปข่างบนจนถึงจุดที่ปลอดภัย จากนั้นตั้งค่ากล้องแล้วถ่ายลงมา หรือถ่ายผ่านเขาที่ตัดผ่านกันก็ได้ (ใช้ทฤษฎีเดียวกันกับการถ่ายดอกไม้ ที่เราไม่ก้มลงถ่ายเพราะเป็นมุมที่เราเห็นกันเป็นประจำ ในทางกลับกันเราจะไม่เงยหน้าขึ้นถ่ายภูเขา เพราะเรามักจะเห็นภาพนี้บ่อยครั้ง มันจะดูน่าเบื่อ, ธรรมดา และไม่แสดงให้ผู้ชมเห็นอะไรในภาพที่คุณถ่ายเลย)

เคล็ดลับการถ่ายภาพป่า

คุณอยากรู้เคล็ดลับการถ่ายภาพในป่ามั้ย ก็แค่ไม่ต้องถ่ายพื้นดินเข้าไปในภาพด้วย ถูกต้องเพราะพื้นดินมักจะดูรกอย่างน่าเหลือเชื่อ (ด้วยกิ่งไม้แห้ง, ใบไม้แห้ง) นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ช่างภาพมืออาชีพหลายคนไม่ถ่ายรวมพื้นดินเข้าไปด้วย เพราะมันจะแย่งความสวยงามของต้นไปออกไป ง่าย ๆ เลย ให้คุณวางกรอบที่จะถ่ายไม่ให้เห็นพื้นดิน แล้วคุณจะถ่ายภาพป่าได้ดียิ่งขึ้น แต่ถ้าพื้นดินดูสวยก็ให้คุณถ่ายรวมเข้าไปในภาพด้วย กฎของการถ่ายภาพป่าคือ ให้คุณถ่ายภาพในวันที่มีเมฆครึ้ม อากาศแบบนี้ล่ะที่เหมาะสำหรับถ่ายภาพ เพราะยากมาก ๆ ที่จะถ่ายภาพในสภาพที่มีแสงและแดดแรงกล้า อย่างไรก็ตามกฎนี้ยังมีข้อยกเว้น หากมีบรรยากาศ (หมอก หรือควันจาง ๆ) ในป่าในวันที่อากาศสดใส รังสีของดวงอาทิตย์จะตัดผ่านหมอกหรือควันจนกลายเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจได้

วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เคล็ดลับการถ่ายภาพน้ำตก

คุณอยากถ่ายภาพน้ำตกให้พลิ้วไหวดังแพรไหม หรือถ่ายภาพให้เหมือนภาพที่ช่างภาพมืออาชีพถ่ายบ้างหรือเปล่า? ความลับของมืออาชีพในการถ่ายภาพน้ำตกคือการเปิดชัตเตอร์ทิ้งไว้ (อย่างน้อยหนึ่งหรือสองวินาที) แล้วน้ำก็จะเคลื่อนไหวในขณะที่อย่างอื่น (เช่น หินและต้นไม้ต่าง ๆ ที่ล้อมรอบน้ำตกหรือสายน้ำ) ยังคงหยุดนิ่ง สิ่งที่คุณเคยทำ คือ ปรับที่โหมด Shutter Priority (ตัวอักษร S หรือโหมด Tv) แล้วตั้งค่าความเร็วชัตเตอร์ 1 หรือ 2 วินาที หากคุณถ่ายภาพน้ำตกในวันที่ท้องฟ้ามืดครึ้มเล็กน้อยและปิดชัตเตอร์ทิ้งไว้จะทำให้แสงเข้ามาข้างในมากเกินไป จนทำให้ภาพเป็นสีขาวไปทั้งหมด ตามช่างภาพมืออาชีพมา แล้วทำตามวิธีดังต่อไปนี้ (1) เขาถ่ายภาพน้ำตกเหล่านี้ตอนพระอาทิตย์ขึ้นหรือหลังพระอาทิตย์ตก เมื่อมีแสงน้อยลง หรือ (2) ใช้ฟิลเตอร์ Stop-down ซึ่งเป็นฟิลเตอร์ที่ทำให้มืดเป็นพิเศษที่จะช่วยกันไม่ให้แสงเข้าไปในกล้องของคุณ ด้วยวิธีนี้คุณสามารถเปิดชัตเตอร์ค้างไว้ได้ครู่หนึ่ง แสงเล็กน้อยที่เข้ามาก็จะไม่ทำให้ภาพเสียไป และคุณก็จะได้ภาพน้ำที่พลิ้วไหวดั่งแพรไหม ตอนนี้หากคุณไม่มีฟิลเตอร์ Stop-down ให้คุณเข้าไปที่น้ำตกหรือลำธารที่อยู่ลึกเข้าไปในป่า (และมีแสงเงาลึกเข้าไป) คุณสามารถทำเอฟเฟ็กต์ได้ดังนี้ คือ ตั้งกล้องบนขาตั้งกล้อง ปรับและตั้งค่าโหมด Aperture Priority ให้สูงที่สุดเท่าที่เลนส์จะทำได้ (ประมาณ f/22 หรือ f/36) ซึ่งจะปล่อยใข้ชัตเตอร์เปิดได้นานขึ้นกว่าปกติ แล้วคุณก็จะได้น้ำที่ดูนุ่มนวลดั่งแพรไหมเช่นกัน

เคล็ดลับการถ่ายภาพน้ำตก คือ ขณะที่คุณถ่ายภาพน้ำตก หากคุณไม่มีฟิลเตอร์ Stop-down ให้ใส่ฟิลเตอร์โพลาไรซ์ เข้าไปแทนเพื่อ (1) ตัดแสงสะท้อนในน้ำตกและบนหิน และ (2) ทันทีที่มืดลงมันจะกลืนแสงประมาณ 2 Stop ให้คุณ ดังนั้นคุณถึงสามารถถ่ายให้มีแสงยาวกว่า และการเลือกความเร็วชัตเตอร์ต่ำกว่าก็จะทำให้น้ำพลิ้วดั่งแพรไหม คุณควรลองความเร็วชัตเตอร์ที่ต่างกัน (4 วินาที, 6 วินาที, 10 วินาที เป็นต้น) แล้วดูว่าแบบไหนให้ผลการถ่ายภาพได้ดีที่สุด

วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553

การถ่ายภาพทิวทัศน์ให้เหมือนมืออาชีพ/5

หากคุณได้หยิบนิตยสารท่องเที่ยวที่มีภาพทิวทัศน์สวย ๆ หรือมีโอกาสได้ชมงานต่าง ๆ ของช่างภาพดิจิตัลด้านทิวทัศน์ระดับปรมาจารย์ อย่าง เดวิด มูอีฟ, มูส ปีเตอร์สัน, จันห์นสัน และ จอห์น ชอว์ ให้คุณใช้เวลาสักเล็กน้อยเพื่อศึกษาภาพอันน่ามหัศจรรย์เหล่านั้น สิ่งหนึ่งที่คุณจะพบมากก็คือ ภาพเหล่านี้มีสิ่งที่ต่างกันอยู่ชัดเจน 3 ข้อ (1) ฉากหน้า หากคุณกำลังถ่ายในช่วงพระอาทิตย์ตกเราจะไม่เริ่มถ่ายตอนที่พระอาทิตย์อยู่ในทะเล แต่เราจะเริ่มที่หาดทรายโดยใช้ชายหาดเป็นฉากหน้า (2) หากมีฉากตรงกลาง ในการถ่ายภาพพระอาทิตย์ตก ฉากตรงกลางอาจจะเป็นพื้นน้ำสะท้อนกับพระอาทิตย์หรืออาจเป็นตัวพระอาทิตย์เองก็ได้ และข้อสุดท้าย คือ (3) ฉากหลัง คือฉากที่พระอาทิตย์ตก, ก้อนเมฆและท้องฟ้า ซึ่งคุณต้องถ่ายองค์ประกอบทั้ง 3 ส่วนนี้รวมกัน เพื่อให้ได้ภาพทิว ทัศน์ที่สวยจับตาจ้องใจ ในครั้งต่อไปขณะที่คุณกำลังออกไปถ่ายภาพ ให้ถามตัวเองก่อนว่า ฉากหน้าของฉันอยู่ที่ไหน?” (เพราะฉากหน้าคือหนึ่งในฉากที่ช่างภาพมือสมัครเล่นลืมมากที่สุดรวมถึงฉากตรงกลางและฉากหลังทั้งหมดด้วย) โปรดจำ 3 ข้อนี้ เอาไว้ ในใจขณะถ่ายภาพ มันจะช่วยคุณบอกเรื่องราวของคุณ, ช่วยให้คุณเบิกตากว้างและช่วยให้ภาพทิวทัศน์ของคุณมีรายละเอียดมากยิ่งขึ้นด้วย

ข้อดีอีกข้อของการถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้น

ข้อดีของการถ่ายภาพตอนพระอาทิตย์ขึ้นอีกข้อหนึ่ง (ที่มีมากกว่าถ่ายภาพพระอาทิตย์ตก) ก็คือน้ำ (ในสระ, ทะเลสาบ, อ่าว เป็นต้น) จะนิ่งในช่วงพระอาทิตย์ขึ้น เพราะในช่วงเช้าจะมีลมพัดน้อยกว่าในช่วงสาย ดังนั้นหากคุณกำลังมองหากระจกสะท้อนในทะเลาสาบ คุณจะได้ภาพที่เอฟเฟ็กต์จากพระอาทิตย์ขึ้นมากกว่าถ่ายภาพในตอนพระอาทิตย์ตก

วันอังคารที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2553

การถ่ายภาพทิวทัศน์ให้เหมือนมืออาชีพ/1

หากคุณเคยถ่ายภาพนอกสถานที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างน้ำตกแกรนด์แคนยอน (Grand Conyon) หรืออุทยานแห่งชาติ Yosemite คงเป็นประสบการณ์การถ่ายภาพที่มิรู้ลืมเลยทีเดียว แต่ภาพที่คุณเห็นว่าสวยนักทำไมเมื่อถ่ายออกมากลับไม่เป็นไปตามที่คุณหวัง ทั้ง ๆ ที่คุณตั้งขาตั้งกล้อง มองผ่านช่องมองภาพแล้วถ่าย ภาพตามปกติ คุณเริ่มคร่ำครวญอย่างเงียบ ๆ เพราะคุณลงทุนซื้ออุปกรณ์กล้องถ่ายภาพ ราคาแพงพร้อมกับวัสดุตัวกล้องและเลนส์ชนิดต่าง ๆ ที่มีราคาสูงกว่ารถยนต์โตโยต้า รุ่น Prius แบบไฮบริด เสียอีก คุณมีฟิลเตอร์มากกว่ารานขายอุปกรณ์กล้อง และกระเป๋าใส่กล้องของคุณก็หนักเป็นกิโล ๆ อีกทั้งคุณต้องเก็บหอมรอมริบทั้งปีเพื่อไปท่องเที่ยว, ซื้อตั๋วเครื่องบินไปกลับ และเช่ารถอเนกประสงค์คันใหญ่ที่พอจะขนส่งคุณ, สมาชิกในครอบครัว และอุปกรณ์ราคาแพงทั้งหมดขึ้นไปยังน้ำตกแกรนด์แคนยอนในช่วงฤดูร้อนที่แสนจะร้อนระอุ ตอนนี้คุณกำลังมองผ่านช่องมองภาพแต่ภาพที่คุณเห็นก็ไม่ได้สวยสักครึ่งหนึ่งของโปสการ์ดราคาถูก ๆ ที่วางขายในร้านขายของที่ระลึกเลย น้ำตาคุณเริ่มไหลอาบแก้มทันทีที่รู้ว่าคุณถ่ายภาพเทียบกับโปสการ์ดไม่ได้เลย แล้วทั้งหมดเป็นความผิดของใครล่ะ เขาล่ะ แอนเซิล อดัมส์ เพราะเขาคือช่างภาพผู้โด่งดัง ผู้ตระเวนถ่ายภาพ แกรนด์แคนยอน, อุทยานแห่งชาติ Yosemite และสถานที่อีกหลายต่อหลายแห่ง และแม้ว่าเราไม่ใช่ แอนเซิล อดัมส์ เราก็แน่ใจได้ว่าภาพของเราจะดูสวยกว่าโปสการ์ดที่ขายในร้านขายของที่ระลึกใช่มั้ย งั้นมาเริ่มต้นด้วยกันเลย