แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฟิล์ม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฟิล์ม แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การบรรจุฟิล์มเข้าเครื่อง

กล้องแต่ละชนิดที่ผลิตขึ้นมาจะใช้กับฟิล์มแต่ละขนาดแตกต่างกันออกไป การบรรจุฟิล์มในกล้องถ่ายภาพจึงแตกต่างกันไปด้วย ฉะนั้นจึงควรศึกษาส่วนประกอบต่าง ๆ ของกล้อง การปรับ การควบคุม การบรรจุฟิล์ม ตลอดจนการถอดฟิล์มออกจากกล้อง จากคู่มือ ซึ่งจะติดมากับตัวกล้องให้เข้าใจเสียก่อน ส่วนใหญ่นั้นจะมีวิธีการที่คล้ายคลึงกัน จะแตกต่างกันไปบ้างตามชนิดของกล้องแต่ละตัว ก็เพียงรายละเอียด

ในการบรรจุฟิล์มเข้ากล้อง (ฟิล์ม 35 มม.) พอมีเรื่องที่จะแนะนำดังนี้

1. เปิดฝากล้องด้านหลัง ซึ่งเป็นที่ใส่ฟิล์มออก บรรจุฟิล์มเข้ากล้องควรทำในที่ร่มเพื่อป้องกันแสงถูกฟิล์ม

2. ดึงปลายฟิล์มเสียบเข้าที่แกนรับฟิล์มให้แน่น หมุนฟิล์มให้หนามเตยเกี่ยวรูหนามเตยทั้ง 2 ขอบ ฟิล์มให้เรียบร้อย และปิดฝากล้องให้สนิทการจับฟิล์มให้จับที่ขอบของฟิล์ม และให้สังเกตว่าด้านเยื่อไวแสงของฟิล์มต้องหันไปทางหน้ากล้อง

3. ขึ้นกลไกเลื่อนฟิล์มกดไกชัตเตอร์ให้ตัวเลขบอกฟิล์ม ปรากฏขึ้นที่เลข 1 ขณะหมุนฟิล์มควรตรวจสอบดูว่าแกนส่งฟิล์มในกล้องหมุนตามแกนรับฟิล์มหรือไม่ ถ้าแกนส่งฟิล์มไม่หมุนตาม แสดงว่าฟิล์มไม่เคลื่อนที่ ปลายฟิล์มอาจหลุดจากแกนรับฟิล์ม หรือรูหนามเตยของฟิล์มอาจขาด จึงต้องถอดฟิล์มออกมาแล้ว ต้องใส่ฟิล์มใหม่

วันพุธที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ความเปรียบต่าง ๆ (Contrast) และ เนื้อ (Grain) ของฟิล์ม


ฟิล์มที่สามารถให้ภาพที่มีน้ำหนักของสี ระหว่างสีขาวกับสีดำหลายระดับ คือ ขาว เทาอ่อน เท่า ปานกลาง เท่าแก่ และดำ เรียกฟิล์มนั้นว่า ฟิล์มมีความเปรียบต่างต่ำ ผลึกของเกลือเงิน ซึ่งเป็นวัสดุไวแสงที่เคลือบอยู่บนผิวฟิล์มจะมีขนาดต่างกันตั้งแต่ขนาดเล็ก ปานกลาง และขนาดใหญ่มีพื้นที่ในการรับแสงได้มาก ฟิล์มจึงมีค่าความไวแสงฟิล์มสูง เนื้อของฟิล์มค่อนข้างหยาบ ให้ความคมชัดของภาพดีพอสมควร เหมาะสำหรับนำไปถ่ายภาพในที่ ๆ มีแสงสว่างน้อย ส่วนฟิล์มที่ให้ภาพที่มีสีขาวกับสีดำตัดกันมาก เรียกฟิล์มนั้นว่า ฟิล์มที่มีความเปรียบต่างสูง ผลึกของเกลือเงินที่ฉาบผิว ฟิล์มจะมีขนาดเล็ก และเท่า ๆ กัน มีพื้นที่ในการรับแสงได้น้อย ฟิล์มจึงมีค่าความไวแสงฟิล์มต่ำ เนื้อของฟิล์มจะละเอียด ให้ความคมชัดและแสดงรายละเอียดของภาพได้ดี สามารถนำไปขยายภาพให้มีขนาดใหญ่ได้ โดยที่ Grain ไม่แตก เหมาะสำหรับนำไปถ่ายภาพในที่ที่มีแสงสว่างน้อย

การวัดเนื้อของฟิล์ม จะใช้เครื่องมือวัดที่เรียกว่า Densitometer มีหน่วยวัดเป็น RMS ตัวเลขของ RMS ยิ่งน้อย แสดงว่าฟิล์มมี Grain ละเอียด

ละติจุดของฟิล์ม (Film latitude)

ละติจูดของฟิล์ม หมายถึง ค่าความแตกต่างในการรับแสงของฟิล์ม หรือช่วงความกว้างในการรับแสงของฟิล์ม หรือช่วงความกว้างในการรับแสงของฟิล์ม เป็นความสามารถของฟิล์มที่จะชดเลขการรับแสง แม้ว่าการถ่ายภาพจะปล่อยแสงให้ Over หรือ Under ไปก็ตาม ฟิล์มก็ยังสามารถนำมาล้างอัดขยายได้ภาพที่สมบูรณ์ได้

ข้อสังเกตเกี่ยวกับช่วงความกว้างในการรับแสงของฟิล์ม

1. ฟิล์มขาวดำจะมีช่วงความกว้างในการรับแสงของฟิล์มมากกว่าฟิล์มสี และฟิล์มสไลด์สีตามลำดับ

2. ฟิล์มที่มีความไวแสงฟิล์มต่ำ เช่น ISO 50 หรือ ISO 64 จะมีช่วงความกว้างในการรับแสงของฟิล์มน้อยกว่าฟิล์มที่มีความไวแสงฟิล์มสูง เช่น ISO 200 หรือ ISO 400 เป็นต้น

ฉะนั้นในการถ่ายภาพควรนำข้อมูลข้างต้น มาพิจารณาด้วย เช่น ฟิล์มขาว ดำ ISO 100 – 125 สามารถถ่ายภาพให้ Over หรือ Under ได้ถึง 1 – 2 สตอป ภาพก็จะไม่เสีย แต่ถ้าเป็นสไลด์สี ISO 64 หรือต่ำกว่าควรวัดแสงให้พอดีจะถ่ายภาพให้ Over หรือ Under ก็ไม่ควรเกิน 1 สตอป มิฉะนั้นจะทำให้ภาพที่ได้มีลักษณะซีดจางหรือมืดเกินไป

วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ความไวแสงฟิล์ม (Film speed)

ความไวแสงฟิล์มแบ่งได้เป็น 4 ระดับ คือ

1. ฟิล์มที่มีความไวแสงฟิล์มต่ำ (Low speed film) ได้แก่ ฟิล์มที่มีความไวแสงฟิล์มประมาณ ISO 25 – 64 ฟิล์มประเภทนี้จะฉาบเยื่อไวแสงไว้บาง ๆ และมีเม็ดเกลือเงินขนาดเล็ก ทำให้เนื้อของฟิล์ม (grain) ละเอียด ให้ความคมชัดของรายละเอียดต่าง ๆ ในการถ่ายภาพได้ดีมาก เหมาะสำหรับการถ่ายภาพในที่ ๆ มีแสงสว่างมาก สามารถนำฟิล์มไปขยายให้มีขนาดใหญ่ได้

2. ฟิล์มที่มีความไวแสงฟิล์มปานกลาง (Normal or Medium speed film) ได้แก่ ฟิล์มที่มีความไวแสงฟิล์มประมาณ 80 – 125 ISO เหมาะสำหรับถ่ายภาพทั่วๆ ไปในที่ ๆ มีแสงสว่างปานกลาง เนื้อของฟิล์มละเอียดพอสมควร ให้ความคมชัดของรายละเอียดต่าง ๆ ในการถ่ายภาพได้ดี

3. ฟิล์มที่มีความไวแสงฟิล์มสูง (High or fast speed film) ได้แก่ ฟิล์มที่มีความไวแสงฟิล์มประมาณ 160 – 400 ISO มีคุณภาพของเกรนเนื้อฟิล์มค่อนข้างหยาบ ไม่เหมาะที่จะนำฟิล์มไปขยายภาพให้มีขนาดใหญ่มาก ๆ เพราะเกรนของภาพจะแตก ฟิล์มที่มีความไวแสงฟิล์มสูงจะทำปฏิกิริยากับแสงได้เร็ว และได้รับแสงมากจึงเหมาะสำหรับการถ่ายภาพในที่ที่ มีแสงสว่างน้อย

4. ฟิล์มที่มีความไวแสงฟิล์มสูงพิเศษ (Ultra fast speed film) เป็นฟิล์มที่ผลิตขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์พิเศษ มีความไวแสงฟิล์มสูงตั้งแต่ 1600 ISO ขึ้นไป เหมาะสำหรับการนำไปถ่ายภาพในที่ที่มีแสงน้อยมาก เช่น ในงานคอนเสิร์ตหรือต้องการถ่ายภาพที่มีการเคลื่อนไหวให้หยุดนิ่งสามารถใช้ความเร็วชัตเตอร์ได้สูง

ฟิล์มแต่ละชนิดจะมีความไวแสงฟิล์มในการทำปฏิกิริยากับแสงเพื่อบันทึกภาพได้ช้า หรือเร็วแตกต่างกันค่าของความไวแสงฟิล์มที่แตกต่างกันนี้ จะมีผลต่อการเลือกปรับขนาดช่องรับแสง และความเร็วชัตเตอร์ในการถ่ายภาพเป็นอย่างมาก

ค่าความไวแสงฟิล์ม มีหน่วยที่ใช้กันอยู่หลายระบบ คือ

1. ระบบอเมริกาใช้หน่วย ASA (America standards association) และระบบสากลใหม่ ใช้ ISO (International standards organization) มีอัตราความไวแสงต่อหน่วยเท่ากับ ASA

2. ระบบเยอรมันใช้หน่วย DIN (Deutsche industries norm)

3. ระบบรัสเซีย ใช้หน่วย GOST (Gosudurstvenny of standards)

4. ระบบญี่ปุ่น ใช้หน่วย JIS มีอัตราความไวแสงฟิล์มต่อหน่วยเท่ากับ ISO

ลักษณะและขนาดของฟิล์ม

ฟิล์มที่ผลิตออกมาจำหน่ายในปัจจุบัน มีหลายลักษณะตามชนิดของกล้องถ่ายภาพ กล้องคอมแพค และกล้อง SLR จะใช้ฟิล์ม 35 มม. กล้องขนาดกลางจะใช้ฟิล์ม 120 ส่วนที่เป็นกล้องขนาดใหญ่หรือกล้องวิว จะใช้ฟิล์มแผ่น มีขนาดต่าง ๆ กัน เช่น 4 x 5 นิ้ว ส่วนกล้องถ่ายภาพรุ่นเก่าที่ใช้กับฟิล์ม 110 และฟิล์ม 126 ในปัจจุบันไม่มีจำหน่ายแล้ว
ฟิล์ม 135 เป็นฟิล์มที่บรรจุในตลับหรือในหลอด เป็นฟิล์มที่รู้จัก และใช้กันอย่างแพร่หลาย ขนาดความกว้างของฟิล์ม 35 มม. มีความยาวต่างกัน เช่น ถ่ายภาพได้ 24 ภาพ ( 135 – 24 ) และ 36 ภาพ ( 135 – 36 ) ถ้าใช้กล้องที่สามารถแบ่งฟิล์มได้ จะได้จำนวนภาพมากขึ้นไปอีกเป็น 2 เท่า เรียกว่าแบบครึ่งเฟรม (Half frame) ขนาดของภาพที่ฟิล์ม 18 x 24 มม. และถ้าเป็นแบบเต็มเฟรม (Full frame) จะมีขนาดของภาพ 24 x 36 มม.

ฟิล์ม 120 เป็นฟิล์มแบบม้วน มีหลายลักษณะ เช่น

2 x 2 นิ้ว เป็นขนาดดั้งเดิม มีขนาดของภาพในฟิล์ม 60 x 60 มม.

6 x 7 ซม. มีขนาดของภาพในฟิล์ม 60 x 70 มม.

6 x 4.5 ซม. มีขนาดของภาพในฟิล์ม 60 x 45 มม.

6 x 9 ซม. มีขนาดของภาพในฟิล์ม 60 x 95 มม.

ฟิล์มอินสแตนท์หรือฟิล์มโพลารอยด์ เป็นฟิล์มอีกชนิดหนึ่งเป็นแผ่นบรรจุอยู่ในห่อ ห่อละ 10 บาท