แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติการถ่ายภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติการถ่ายภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553

ประวัติการถ่ายภาพ/2

ค.ศ. 1840 วิลเลี่ยม เฮนรี่ ฟอกซ์ ทัลบอท (William Henry Fox Talbot) นักวิทยาศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้วิจัยค้นคว้าเกี่ยวกับการถ่ายภาพมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1833 โดยใช้แผ่นกระดาษ ฉาบน้ำยาไวแสงในการถ่ายภาพ ผ่านกระบวนการสร้างภาพและคงภาพตามลำดับ จะได้ภาพเนกาทิฟต้องนำไปอัดลงในกระดาษผ่านน้ำยาสร้างภาพ และคงภาพจึงจะได้ภาพพอซิทิฟ ในปี ค.ศ.1840 ทัลบอทได้พัฒนากระบวนการถ่ายภาพ โดยการถ่ายภาพเนกาทิฟลงบนกระดาษที่ฉาบผิวหน้าด้วยซิลเวอร์ไอโอไดด์ หลังจากนำไปเข้ากล้องถ่ายภาพและถ่ายภาพแล้ว นำกระดาษมาล้างในน้ำยาสร้างภาพ ซึ่งใช้ส่วนผสมของเงินไนเตรทกับกรดแกลลิก เขาเรียกน้ำยานี้ว่า แกลโลไนเตรทออฟซิลเวอร์ (Gallonitrate of Silver) เมื่อนำไปผ่านกระบวนการสร้างภาพและคงภาพแล้วจะได้ภาพพอซิทิฟที่สมบูรณ์

กระบวนการถ่ายภาพเนกาทิฟ – พอซิทิฟ ของทัลบอทนี้ เรียกชื่อว่า แคโลไทป์ (Calotype) ซึ่งความหมายว่า ความประทับใจในภาพที่สวยงาม ต่อมาภายหลังเรียกชื่อใหม่ว่า ทัลโบไทป์ (Tallbotupe)

ทัลบอท ได้นำใบไม้ ขนนก สายสร้อย และลายลูกไม้ มาวางทับแผ่นกระดาษไวแสง เมื่อนำไปทำปฏิกิริยากับแสง ล้างในน้ำยาสร้างภาพน้ำยาคงภาพตามลำดับแล้ว จะได้ภาพขาว - ดำของวัตถุต่าง ๆ เขาเรียกวิธีการนี้ว่า โฟโต้เจนิคดรออิ้ง (Photogenic Drawing) ซึ่งในปัจจุบันเรียกว่า โฟโต้แกรม (Photogram)

ค.ศ.1839 เซอร์ จอห์น เฮอร์เชล (Sir John Herschel) นักวทิยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้ให้คำแนะนำแก่ทัลบอทเกี่ยวกับการใช้คำที่ใช้ในวิชาการถ่ายภาพคือ

คำว่า “Photogenic” ควรใช้คำ “Photogramphed” แปลว่า ซึ่งเกี่ยวกับการถ่ายภาพ หรือซึ่งได้จากการถ่ายภาพ และได้สร้างคำ “Photography” ซึ่งใช้ในวงการถ่ายภาพเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

คำ “Reversed image” ควรใช้คำ “Negative”

คำ “Re-reversed image” ควรใช้คำ “Positive”

นอกจากนั้น เฮอร์เชล ยังค้นพบว่า สารเคมีโซเดียมไธโอซัลเฟต (Sodium Thiosulphate) หรือชื่อทางการค้าว่า ไฮโป (Hypo) สามารถล้างละลายเกลือเงินเฮไลด์ได้

ค.ศ.1851 เฟรดเดริค สก๊อต อาร์เชอร์ (Frederick Scott Archer) ช่างแกะสลักชาวอังกฤษได้ทดลองใช้สารละลายโคโลเดียน (Collodion) ที่มีชื่อทางเคมีว่า เซลลูโลสไนเตรต (Cellulose Nitrate) มีลักษณะเป็นของเหลวข้น ฉาบบนแผ่นกระจกซึ่งใช้เป็นฐานรองรับ ซึ่งเรียกว่า เพลท (Plate) แล้วนำไปแช่น้ำยาไนเตรต (Silver Nitrate) ในห้องมืดโดยใช้เป็นวัสดุไวแสง ขณะที่แผ่นกระจกไวแสงยังเปียกอยู่ ให้นำเข้ากล้องถ่ายภาพทำปฏิกิริยากับแสง จากนั้นนำไปผ่านกระบวนการสร้างภาพ ด้วยน้ำยาไพโรแกลลิกแอซิด (Pyrogallic Acid) หรือเฟอรัสซัลเฟต (Ferrous Sulphate) เมื่อปรากฏภาพโดยสมบูรณ์แล้ว นำไปคงภาพด้วยน้ำยาไฮโป เนื่องจากกระบวนการนี้ต้องถ่ายภาพขณะที่เพลทไวแสงยังเปียกอยู่ จึงเรียกว่า กระบวนการเพลทเปียก (Wet Plate Process) หรือกระบวนการโคโลเดียนบนแผ่นแก้ว (Wet Collodion Process on Grass) ซึ่งได้รับความนิยมนานถึง 30 ปี ในการถ่ายภาพนอกสถานที่ ผู้ถ่ายภาพต้องนำกระโจมห้องมืด ขวดน้ำยา และอุปกรณ์จำเป็นอื่น ๆ ไปด้วย

ค.ศ. 1871 ดร. ริชาร์ด ลีช แมดดอกซ์ (Dr. Richard Leach Maddox) นายแพทย์ชาวอังกฤษ ได้ทำเพลทไวแสงโยใช้สารเจลาติน (Gelatin) แทนโคโลเดียน ซึ่งมีกลิ่นเหม็นผสมกับเงินไนเตรต (Silver Nitrate) ฉาบบนแผ่นกระจก ผึ่งให้แห้งในห้องมืด จากนั้นนำเข้ากล้องถ่ายภาพ ทำปฏิกิริยากับแสงและผ่านกระบวนการสร้างภาพตามลำดับ แมดดอกซ์เรียก ชื่อกระบวนการนี้ว่า เพลทแห้ง (Dry Plate)

ค.ศ. 1978 ชาร์ล เบนเนท (Charles Bennet) ได้ปรับปรุงเพลทแห้งให้มีความไวแสงสูงขึ้น สามารถถ่ายภาพโดยใช้ความเร็วชัตเตอร์ 1/25 วินาทีได้ โดยใช้เวลาในการเปิดรับแสงน้อยกว่าเดิมถึง 50 – 60 เท่า นับเป็นจุดเริ่มต้นของการถ่ายภาพที่ทันสมัยที่สุด เป็นปัจจัยที่นำไปสู่การผลิตกล้องถ่ายภาพและเพลทแบบเจลาตินออกจำหน่ายอย่างแพร่หลาย

ค.ศ. 1873 เฮอร์แมน วิลฮิม โวเกล (Herman Wihelm Vogel) พบว่าสีย้อมทางเคมี (Dyes) บางอย่างเมื่อเติมลงไปในน้ำยาไวแสงที่ฉาบเพลท จะช่วยให้เพลทมีความไวในการรับแสงสีต่าง ๆ เพิ่มขึ้น การสร้างเพลทไวแสงในระยะแรก ๆ จะมีความไวในการรับแสงสีน้ำเงินเพียงสีเดียวเมื่อโวเกล ทดลองเติมสารซึ่งเป็นพวกสีอินทรีย์ลงไป เพื่อเพิ่มความไวแสงจะทำให้เพลทสามารถไวต่อการรับแสงสีทุกสีในสเปกตรัม เพลทนี้เรียกว่า แพนโครแมติค เพลท (Panchromatic Plate) นับเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นคิดกระบวนการผลิตภาพสีในเวลาต่อมา

ค.ศ. 1888 ยอร์จ อิสต์แมน (George Eastman) ชาวอเมริกันผู้สนใจการถ่ายภาพและเป็นช่างภาพสมัครรับจ้างถ่ายภาพในงานทั่วไป ได้ผลิตเพลงแห้งและกล้องถ่ายภาพออกจำหน่าย กล้องแบบมือถือรุ่นแรก ผลิตเมื่อ ค.ศ.1888 มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยม เรียกว่า กล้องบ๊อกซ์ โกดก (Kodak Box Camera) ใช้ฟิล์มที่เป็นกระดาษฉาบน้ำยาเจลาตินโบรไมด์ มีลักษณะเป็นม้วนยาวบรรจุอยู่ในกล้องถ่ายภาพ ถ่ายภาพได้ 100 ภาพติดต่อกัน เมื่อถ่ายภาพเสร็จต้องส่งกล้องพร้อมฟิล์มไปที่บริษัท เพื่อล้างฟิล์มและอัดภาพกล้องแบบนี้ ถ่ายภาพง่ายและสะดวก มีผู้นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย จนในปี ค.ศ.1889 ได้พัฒนาฟิล์มเป็นวัตถุโปร่งแสงคือเซลลูลอยด์ (Celluloid) แทนกระดาษ นับเป็นก้าวสำคัญในการผลิตฟิล์มในสมัยต่อมา และกล้องถ่ายภาพก็ได้พัฒนารูปแบบและการใช้งานให้สะดวกขึ้นในปี ค.ศ.1990 อีสต์แมน ได้แนะนำกล้อง Box Brownie นำออกจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาในราคากล้องละ 1 ดอลล่าร์ ส่วนในอังกฤษกล้องละ 5 ชิลลิ่งจำหน่ายได้กว่าหนึ่งแสนกล้องในปีแรกที่ผลิต

วิวัฒนาการของวัสดุไวแสงควบคู่มากับกล้องถ่ายภาพ แม้ว่าในยุคแรก ๆ กล้องถ่ายภาพจะมีลักษณะเป็นกล่องไม้สี่เหลี่ยมไม่ประณีตนัก ต่อมาก็ได้พัฒนามาเป็นไม้สักและไม้มะฮ๊อกกานี อุปกรณ์ กลไกประกอบอื่น ๆ ก็ทำด้วยทองเหลืองดูสวยงามขึ้น ในการใช้งานเช่นการมองภาพและการปรับความคมชัดก็ใช้ได้สะดวกยิ่งขึ้น ระบบชัตเตอร์ควบคุมปริมาณแสง สามารถทำงานได้ถูกต้องแม่นยำ มีการปรับปรุงให้ฟิล์มมีความไวแสงสูงขึ้น และมีขนาดเล็กลง ในปี ค.ศ.1925 บริษัท อี.ไลซ์ (E. Leiz) แห่งประเทศเยอรมันได้ผลิตกล้องไลก้า 1 (Leica 1) ซึ่งเป็นกล้องที่ใช้กับฟิล์ม ขนาด 35 มม. ที่สมบูรณ์เป็นตัวแรก

ขณะเดียวกันกับที่มีการผลิตกล้องออกจำหน่ายอย่างแพร่หลาย เลนส์ที่นำมาใช้กับกล้องก็มีการพัฒนาควบคู่มาโดยลำดับ เริ่มจากยุคแรก ๆ ที่กล้องใช้เพลทเคลือบสารไวแสง จะใช้เลนส์แบบง่าย ๆ มีช่องรับแสงกว้างสุดเพียง f/16 จนในปี ค.ศ.1940 การผลิตเลนส์ก็มีการพัฒนาขึ้น เลนส์หนึ่งตัวอาจมีแก้วเลนส์หลายชั้นทำหน้าที่ได้มากขึ้น มีการเคลือบน้ำยาบนผิวหน้าของแก้วเลนส์ ทำให้เลนส์มีคุณภาพในการรับแสงมากขึ้นและยังช่วยลดแสงสะท้อนให้น้อยลง

การมองภาพและการปรับความคมชัดของกล้องถ่ายภาพโดยใช้ระบบสะท้อนภาพ นับได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและเป็นต้นแบบในการผลิตกล้องในปัจจุบัน โดยในปี ค.ศ.1860 โธมาส ซัทตัน (Thomas Sutton) ช่างภาพชาวอังกฤษ ใช้กระจกเงาช่วยในการสะท้องภาพให้เห็นตามความเป็นจริงได้ในระดับสายตา กล้องแบบสะท้อนเลนส์เดี่ยวขนาด 35 มม. กล้องแรกแนะนำในปี ค.ศ.1937 คือกล้องคิเน่ เอ็ก แซกต้า (Kine Exacta) และกล้องที่ใช้กับฟิล์มขนาด 2 นิ้ว แนะนำครั้งแรกในปี ค.ศ. 1950 คือ กล้อง ฮาสเซล แบลด (Hasselblad) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตกล้อง และสะท้อนเลนส์เดี่ยว (Single Lens Relfex – SLR) จนเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลกในปัจจุบัน

ผลจากการคิดค้นของนักวิทยาศาสตร์ในอดีตมากมาย หลายท่านสืบต่อกันมาตามลำดับจนถึงปัจจุบัน โดยใช้เวลานานนับศตวรรษ ทำให้เทคโนโลยีการถ่ายภาพเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้มีผลิตภัณฑ์ เครื่องมือและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับวงการถ่ายภาพมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลทันสมัยมากมาย กล้องถ่ายภาพมีระบบการทำงานก้าวหน้าด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ใช้ระบบไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ ควบคุมการทำงานโดยอัตโนมัติสารพัดอย่าง มีการประดิษฐ์กล้องถ่ายภาพระบบดิจิตอล (Digital Camera) โดยใช้ CCD ในการรับภาพ แปลงสัญญาณเป็นดิจิตอลบันทึกไว้ในการ์ดหน่วยความจำแบบต่าง ๆ แทนการใช้ฟิล์ม การใช้งานจะต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อแก้ไขตกแต่งภาพเพิ่มเติมก่อนการพิมพ์ภาพจากเครื่อง Printer สามารถผลิตภาพขาว – ดำ ภาพสี รวมทั้งการแยกฟิล์มสี่สีเพื่อผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ต่อไป ผู้สนใจการถ่ายภาพควรต้องแสงหา ติดตามข่าวสารความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเพื่อให้การเลือกการใช้กล้องถ่ายภาพ และอุปกรณ์ประกอบอื่นให้เหมาะกับงาน สามารถนำมาช่วยสร้างสรรค์การถ่ายภาพให้มีประสิทธิภาพ ตรงตามวัตถุประสงค์ของการใช้งานในแขนงวิชาการต่าง ๆ ต่อไป


วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553

ประวัติการถ่ายภาพ/1

วิชาการถ่ายภาพนั้น ได้มีการพัฒนาต่อเนื่องกันมากว่าหนึ่งร้อยเจ็ดสิบปีตามลำดับ ก่อนที่จะมีกล้องถ่ายภาพเพื่อบันทึกภาพให้เหมือนจริงนั้น มนุษย์ในสมัยโบราณได้ใช้วิธีการวาดภาพเพื่อบันทึกความทรงจำและใช้ในการสื่อความหมาย ซึ่งการวาดภาพดังกล่าวต้องใช้เวลานาน และได้ภาพที่ไม่เหมือนจริงตามธรรมชาติ ตลอดจนปัญหาอื่น ๆ ทำให้มนุษย์พยายามคิดค้นวิธีการสร้างภาพโดยใช้เวลาน้อยลง และให้ได้ภาพที่สมบูรณ์เหมือนธรรมชาติมากยิ่งขึ้น หลังจากที่มนุษย์ประสบความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า จนในที่สุดในศตวรรษที่ 19 มนุษย์ก็ประสบผลสำเร็จในการคิดค้นกระบวนการสร้างภาพ จากผลของการทดลอง ของนักวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาความรู้จากศาสตร์ 2 สาขา คือ สาขาฟิสิกส์ ได้แก่ เรื่องของแสงและกล้องถ่ายภาพ และสาขาเคมีในส่วนที่เกี่ยวกับฟิล์ม สารไวแสง และน้ำยาสร้างภาพ

การถ่ายภาพเป็นการรวมหลักการที่สำคัญ 2 ประการเข้าด้วยกัน คือ การทำให้เกิดภาพจำลองของวัตถุสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ปรากฏบนฉากรองรับได้ และการใช้สื่อกลางในการบันทึกภาพจำลองของวัตถุนั้นให้ปรากฏอยู่ได้อย่งคงทนถาวร

ในหลักการข้อแรก คือ การทำให้เกิดภาพจำลองของวัตถุสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ปรากฏบนฉากรองรับได้นั้น อริสโตเติ้ล (Aristotle) นักวิทยาศาสตร์ชาวกรีก ได้บันทึกไว้เป็นครั้งแรก เมื่อ 400 ปีก่อนคริสต์ศักราชว่า ถ้าเราปล่อยให้ลำแสงผ่านเข้าไปทางช่องเล็ก ๆ ในห้องมืด แล้วถือกระดาษขาวให้ห่างจากช่องรับแสง ประมาณ 15 ซม. จะปรากฏภาพบนกระดาษ มีลักษณะเป็นภาพจริงหัวกลับ แต่เป็นภาพที่ไม่ชัดเจนนัก

จากหลักการนี้ ต่อมาได้มีการประดิษฐ์ เป็นกล้องรูเข็ม และวิวัฒนาการมาเป็นกล้องออบสคิวรา (Camera Obscura) ซึ่งเป็นภาษาลาติน แปลว่าห้องมืด นักปราชญ์ชาวอาหรับชื่อ อัลฮาเซน (Alhazen) ได้บรรยายรูปร่างลักษณะของกล้องออบสคิวราไว้ก่อนปี ค.ศ.1039 ว่า มีลักษณะเป็นห้องมืดที่มีรูเล็ก ๆ ที่ฝาข้างหนึ่ง เมื่อแสงเดินทางผ่านรูเล็ก ๆ นี้แล้ว สามารถทำให้เกิดภาพจริงหัวกลับบนฝาผนังด้านตรงข้ามได้

ค.ศ.1490 ลิโอนาโด ดา วินซี (Leonardo Da Vinci) นักวิทยาศาสตร์และศิลปะชาวอิตาเลียน ได้บันทึกคำอธิบายเกี่ยวกับหลักการทำงานของกล้องออบสคิวราไว้อย่างสมบูรณ์ ทำให้คนเริ่มเข้าใจเรื่องของกล้องมากขึ้น โดยเฉพาะจิตรกรสนใจนำกล้องออบสคิวราไปช่วยในการวาดภาพลอกแบบ เพื่อให้ได้ภาพในเวลาที่รวดเร็วขึ้น และมีสัดส่วนเหมือนจริงได้แสงเงาที่ถูกต้อง

รูปแบบของกล้องออบสคิวรา ได้พัฒนาคุณภาพให้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้นตามลำดับ เช่น มีการนำเลนส์มาเพิ่มในตัวกล้องทำให้มองเห็นภาพได้ชัดเจน กล้องมีขนาดเล็กลง น้ำหนักเบา สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก

ค.ศ. 1550 กิโรลาโม การ์แดโน (Girolamo Gardano) ชาวอิตาเลียน ได้สร้างเลนส์นูน และนำไปใส่ไว้ในช่องรับแสง ของกล้อง ปรากฏว่าได้ภาพที่สว่างขึ้นแต่ภาพยังไม่คมชัด

ค.ศ.1568 แดนีล บาร์ บาโร (Daniel Barbaro) ประดิษฐ์ม่านบังคับช่องรับแสง (Diaphragm) เพิ่มเติมในกล้องถ่ายภาพ ปรากฏว่าได้ภาพที่ชัดขึ้นกว่าเดิม

กล่องนอกเลื่อนเข้าออกได้เพื่อปรับระยะชัด ต่อมาปี ค.ศ.1851 ได้พัฒนาเป็นกล่องเดียวและมีเบลโล่ (Bellow) แทน

ค.ศ.1573 (Danti) ได้แนะนำให้ใช้กระจกเว้าเพื่อช่วยให้การมองภาพให้เห็นเป็นภาพหัวตั้ง

ค.ศ.1676 โยฮานน์ สเตอร์ม (Johamm Sturm) ประดิษฐ์กล้องรีเฟลกซ์ (Reflex Camera) เป็นกล้องแรกของโลก โดยใช้กระจกเงาวางตั้งให้ได้มุม 45 องศา เพื่อรับแสงแล้วสะท้อนเข้าฉากรับภาพ ซึ่งจะได้ภาพหัวตั้งสะดวกต่อการมองภาพของผู้ถ่ายภาพ

ค.ศ. 1839 ดาแกร์ (Daguerre) ประดิษฐ์กล้องถ่ายภาพเรียกว่า กล้องดาร์แกร์โอไทพ์ (Daguerrotype Camera) มีลักษณะเป็นกล่อง 2 ใบซ้อน

ค.ศ. 1840 ฟอกซ์ ทัลบอท (Fox Tallbot) ผลิตกล้องคาโลไทป์ (Colotpye Camera) และกล้องฟอกซ์ ทัลบอท ออบสคิวรา (Fox Tallobot’ Box Camera Obscura)

หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์สาขาฟิสิกส์ ได้พัฒนากล้องออบสคิวราจนสมบูรณ์แบบในต้นศตวรรษที่ 17 แล้ว นักวิทยาศาสตร์สาขาเคมี ก็ได้คิดค้นสื่อกลางในการบันทึกภาพจำลองของวัตถุต่าง ๆ ให้ปรากฏอยู่ได้อย่างคงทนถาวรตามลำดับดังนี้

ค.ศ.1727 โยฮัน เฮินริช ชิลตซ์ (Johann Heinrich Schulze) ศาสตราจารย์ชาวเยอรมันพบว่า สารผสมของชอล์กกับเกลือเงินไนเตรท เมื่อถูกแสงแล้วจะทำให้เกิดภาพสีดำ

ค.ศ.1777 คาร์ล วิลเลี่ยม ชีล (Carl William Scheele) นักเคมีชาวสวีเดน พบว่าแสงสีน้ำเงินและสีม่วงของ Positive มีผลทำให้เกลือเงินไนเตรท และเกลือเงินคลอไรด์ เปลี่ยนเป็นสีดำได้มากกว่าแสงสีแดง

ค.ศ.1826 โจเซฟ เนียพฟอร์ เนียพซ์ (Joseph Nicephore Niepce) ชาวฝรั่งเศส ได้ใช้แผ่นดีบุกผสมตะกั่วฉาบด้วยสารไวแสงบีทูเมนซึ่งมีสีขาว (White Bitumen) ใส่เข้าในกล้องออบสคิวรา ถ่ายภาพทิวทัศน์จากหน้าต่างบ้านของเขาที่เมืองแกรส (Grass) โดยใช้เวลานานถึง 8 ชั่วโมง เมื่อนำแผ่นดีบุกผสมตะกั่วฉาบสารบีทูเมน ล้างด้วยส่วนผสมของน้ำมันจากต้นลาเวนเดอร์ (Lavender) กับ White Petroleum แล้วทำให้ส่วนที่ถูกแสงที่เป็นส่วนของ Positive แข็งตัว ส่วนสารบีทูเมนที่ไม่ถูกแสงจะถูกชะล้างละลายออกไปหมดเหลือแต่ส่วนผิวของแผ่นดีบุกผสมตะกั่ว ซึ่งจะมีดำ เนียพซ์ตั้งชื่อกระบวนการถ่ายภาพนี้ว่า เฮลิโอกราฟ (Heliograph) มีความหมายว่า ภาพที่วาดโดยดวงอาทิตย์ ถือได้ว่า ภาพถ่ายของเขาเป็นภาพถ่าย Positive ที่ถาวรภาพแรกของโลก แต่กระบวนการถ่ายภาพโดยใช้สารบีทูเมนนั้นยังไม่เป็นที่แพร่หลาย เนื่องจากสารบีทูเมนมีความไวแสงต่ำ ภาพที่ได้มีคุณภาพยังไม่ดีพอ อย่างไรก็ตามวิธีการนี้นับได้ว่าเป็นผลงานต้นแบบที่นักวิทยาศาสตร์รุ่นหลัง ๆ ได้นำแนวคิดมาพัฒนาต่อไป

ค.ศ.1837 หลุยส์ จาคเคอร์ แมนเดดาแกร์ (Louis Jacque Mande Daguerre) จิตรกรชาวฝรั่งเศสซึ่งเคยเข้าร่วมสัญญาดำเนินกิจการกับเนียพซ์ และหลังจากเนียพซ์ถึงแก่กรรม เขาประสบความสำเร็จในการคิดกระบวนการสร้างภาพที่เรียกว่า ดาแกร์โอไทป์ (Daguerreotype) เป็นการทำให้เกิดภาพในกล้องด้วยปฏิกิริยาของแสง โดยใช้สารที่มีความไวแสงในการบันทึกภาพ และเขาได้จดสิทธิบัตรไว้ที่ประเทศอังกฤษในปี ค.ศ.1839 กระบวนการสร้างภาพระบบดาแกร์โอไทป์ ได้รับชื่อเสียง เป็นที่นิยม ใช้กันแพร่หลายทั่วโลก

กระบวนการสร้างภาพระบบดาแกร์โอไทป์ จะใช้แผ่นทองฉาบผิวหน้าด้วยเงิน (Silver) แล้วนำไปอังไอของไอโอดีน (Iodine) ซึ่งจะทำให้เกิดเกลือเงินไอโอไดด์ (Silver Iodide) ที่มีคุณสมบัติไวแสง เมื่อนำแผ่นทองแดงที่ไวแสงเข้ากล้องออบสคิวราถ่ายภาพ โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที นำแผ่นทองแดงไวแสงที่ถูกแสงแล้วไปอังไอปรอท (Mercury Vapour) ซึ่งเผาที่อุณหภูมิ 150 องศา จนกระทั่งเกิดอนุภาคปรอทเล็ก ๆ ไปเกาะติดที่เงินในส่วนที่ถูกแสง ทำให้เกิดภาพทีละน้อยจนเต็มที่ จากนั้นนำไปแช่ในน้ำเย็น เพื่อทำให้ผิวหน้าของภาพแข็งตัว และทำให้ภาพคงสภาพโดยนำไปแช่ในส่วนประกอบของเกลือแกงและไฮโป จนเกิดเป็นภาพถ่ายที่สมบูรณ์

ดาแกร์ ได้แสดงกระบวนการสร้างภาพดังกล่าวให้ประชาชนชม เมื่อวันที่ 17 กันยายน ค.ศ.1839 ที่แกรนด์โอเต็ล ปารีส หนังสือพิมพ์นิวยอร์คสตาร์ได้ส่งผู้สื่อข่าวไปสังเกตการณ์ และนำเรื่องราวไปเชียนพิมพ์เผยแพร่ที่นิวยอร์ค ผู้สื่อข่าวกล่าวว่า ในชีวิตการเป็นผู้สื่อข่าวของเขายังไม่เคยเห็นสิ่งที่วิเศษสมบูรณ์เช่นนี้มาก่อน เขาได้มีโอกาสเห็นสิ่งมหัศจรรย์ด้วยตาตนเองเป็นครั้งแรก

กระบวนการสร้างภาพระบบดาแกร์โอไทป์มีจุดเด่น คือ ระบบการถ่ายภาพจะใช้แผ่นโลหะ เช่น แผ่นทองแดงหรือแผ่นเงินฉาบน้ำยาไวแสง เมื่อนำไปถ่ายภาพโดยทำปฏิกิริยากับแสงที่พอเหมาะแล้ว ผ่านกระบวนการสร้างภาพและคงภาพตามลำดับ จะได้ภาพที่ละเอียด คมชัด ลักษณะของภาพจะกลับซ้ายเป็นขวาเหมือนภาพที่มองผ่านกระจกเงา ถ่ายภาพครั้งแรกได้เพียงหนึ่งภาพ นำไปอัดขยายซ้ำหลาย ๆ ภาพไม่ได้ ในระยะแรก ๆ ผู้เป็นแบบถ่ายต้องนั่งนิ่ง ๆ นานถึงครึ่งชั่วโมง เพราะความไวของแสงของน้ำยายังต่ำมาก ในระยะหลัง ๆ ได้พัฒนาให้มีความไวแสงสูงขึ้นตามลำดับ การสร้างภาพระบบดาแกร์โอไทป์ ถือได้ว่าเป็นกระบวนการสร้างภาพสมัยใหม่ที่ย่างเข้าสู่การถ่ายภาพยุคปัจจุบัน