แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิคถ่ายภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิคถ่ายภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เทคนิคบางประการในการใช้แฟลชถ่ายภาพ

1. ใช้แฟลชสำหรับลบเงา การถ่ายภาพบุคคลกลางแจ้งใต้แสงแดดนั้น ถ้าเป็นเวลาใกล้เที่ยงหรือถ่ายภาพย้อนแสง มักจะทำให้เกิดเงาดำบนใบหน้า การใช้แฟลชเข้าช่วยเพื่อการเปิดเงาหรือลบเงาเป็นการเพิ่มแสง (Fill – in light) ทำให้ใบหน้าดูสว่างขึ้น การใช้แฟลชเพื่อการลบเงานั้น ให้หาระยะห่างจากแฟลชถึงวัตถุที่ถ่ายด้วยการคำนวณจากตัวเลขนำของแฟลชให้เหมาะกับความไวแสงฟิล์มที่ใช้ตัวอย่าง เช่น ฟิล์มแสง 100 ISO ถ่ายด้วยแสงแดด ปกติต้องเปิดช่องรับแสงที่ f16 ความเร็วชัตเตอร์ 1/60 วินาที เมื่อใช้แฟลชที่มีตัวเลขนำ 110 ช่วยลบเงา จะต้องให้แฟลชอยู่ห่างจากวัตถุ = 110 / 16 = 6.87 ฟุต จึงจะเพิ่มแสงให้วัตถุพอดี

2. ใช้แฟลชสะท้อนแสง การถ่ายภาพโดยใช้แฟลชโดยตรงจะให้แสงแรงจัด ทำให้ภาพมีเงาสีดำเข้ม มักจะแก้ไขโดยวิธีหันแฟลชส่องไปยังผนังหรือเพดานที่มีสีขาว แสงจะสะท้อนส่องไปยังวัตถุ (Bounce flash) แสงเช่นนี้จะกระจายไปทั่วและนุ่มนวลขจัดเงาดำ มิให้เกิดขึ้น ทำให้ภาพสวยขึ้น การปรับขนาดของช่องรับแสง ก็คำนวณจากตัวเลขนำของแฟลช แต่การคิดระยะจากแฟลชถึงวัตถุให้คิดรวมจากแฟลชถึงเพดาน และจากเพดานลงมาถึงวัตถุที่จะถ่าย เมื่อได้ขนาดช่องรับแสงจากการคำนวณแล้วให้เพิ่มขนาดช่องรับแสงให้กว้างขึ้นอีกประมาณ 2 สตอป ตัวอย่างเช่น การถ่ายภาพบุคคล โดยใช้แฟลชสะท้อนแสง ระยะทางจากแฟลชถึงเพดาน 2 เมตร และจากเพดานถึงบุคคลที่จะถ่าย 2 เมตร รวมระยะแล้วได้เท่ากับ 4 เมตร แฟลชมีตัวเลขนำ 33

จากสูตรช่องรับแสง = 33 / 4 = 8.2

เมื่อเวลาถ่ายภาพต้องเปิดช่องรับแสงให้กว้างขึ้นอีกประมาณ 2 สตอป นั่นคือ ต้องเปิดช่องรับแสงที่ f4 เป็นต้น

3. การใช้แฟลชมากกว่า 1 ชุด ในบางครั้ง การถ่ายภาพบุคคลในระยะใกล้ โดยใช้แฟลช อาจใช้แฟลชมากกว่า 1 ชุด ซึ่งการจัดวางแฟลช ควรมีการจัดวางแฟลช ให้เหมือนกับการจัดไฟถ่ายภาพในสตูดิโอ โดยให้แฟลชชุดที่หนึ่งเป็นไฟหลัก ส่องทางด้านหน้าของตัวแบบ สำหรับไฟแฟลชชุดที่ 2 เป็นไฟเพิ่ม ให้มีกำลังไฟน้อยกว่าไฟหลัก โดยการบังแสง หรือลดไฟถ่ายภาพที่ได้จะมีแสงที่งดงามกว่าการใช้แฟลชเพียงชุดเดียว สำหรับการปรับช่องรับแสง ให้ใช้ตัวเลขนำของแฟลชหารด้วยระยะทางจากแฟลชที่เป็นไฟหลักถึงตัวแบบ

ข้อแนะนำในการถ่ายภาพด้วยแฟลช

1. ตรวจดูแบตเตอรี่ของแฟลชว่ามีไฟพร้อม

2. ติดตั้งแฟลชยึดติดกับฐานสวมไร้สายของกล้อง และถ้าเป็นชนิดที่ต้องใช้สายเชื่อมโยงให้เสียบเข้ากับช่องสัมผัสให้ตรงกับชนิดของแฟลช

3. ตั้งความเร็วชัตเตอร์ตามที่กล้องนั้นกำหนด เช่น 1/60 วินาที, 1/125 วินาที, 1/250 วินาที หรือต่ำกว่า

4. ปรับช่องรับแสง ให้เหมาะกับระยะของวัตถุที่จะถ่าย ดูได้จากตารางบนแฟลช ตั้งตัวเลขตามความไวแสงฟิล์มที่ใช้ ปรับระยะการถ่ายภาพ ดูตัวเลขการเปิดช่องรับแสง

5. ปรับระยะชัด

6. เปิดสวิตซ์แฟลช รอจนกว่า Pilot lamp ของแฟลชจุดสว่าง

7. กดไกชัตเตอร์ถ่ายภาพ

8. เมื่อเลิกถ่ายภาพให้ปิดสวิตซ์แฟลชทันที


ข้อควรระวังในการถ่ายภาพด้วยแฟลช

1. อย่าตั้งความเร็วชัตเตอร์เร็วกว่าที่ X-Synchronization ของกล้องกำหนดไว้ เช่น ถ้ากล้องกำหนดความเร็วชัตเตอร์ที่ 1/125 วินาที หากตั้งความเร็วไปที่ ความเร็วชัตเตอร์ที่ 1/250 วินาที ภาพที่ได้จะสว่างเพียงครึ่งเดียวอีกครั้งหนึ่งจะมืด

2. ระวังแสงสะท้อนจากแฟลชเข้ากล้อง เมื่อถ่ายภาพผ่านกระจก หรือฉากหลังกระจกหรือผิวพื้นขัดมัน จะได้ภาพถ่ายที่มีจุดสว่างไม่น่าดู แก้ไขโดยการปรับมุมของแฟลช อาจแยกแฟลชให้ห่างจากตัวกล้องหรือเปลี่ยนมุมในการถ่ายภาพใหม่

3. การถ่ายภาพสีโดยใช้แฟลช โดยเฉพาะการถ่ายภาพบุคคล ในบางครั้งจะปรากฏว่าเกิดจุดสีแดงในดวงตาดำ ทั้งนี้เป็นเพราะเกิดการสะท้อนของเยื่อสีแดงกับเรตินาในดวงตา สาเหตุเกิดจากการติดตั้งแฟลชอยู่ชิดกับกล้องถ่ายภาพมากเกินไป ฉะนั้นควรแยกแฟลชให้ห่างจากตัวกล้อง หรืออาจเปิดไฟในห้องให้สว่างขึ้นม่านตาจะเปิดกว้าง ช่วยลดการสะท้อนแสงของเยื่อสีแดงในดวงตาได้ แต่ในปัจจุบันกล้องถ่ายภาพรุ่นใหม่ ๆ จะมีโหมดสำหรับแก้การเกิดจุดสีแดงในดวงตาโดยอัตโนมัติ

วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

ทำให้เส้นขอบฟ้าไม่เอียงได้อย่างไร

คงจะไม่มีอะไรที่ดูร้ายแรงไปกว่าเส้นขอบฟ้าเอียง ๆ เหมือนกับว่าสีในภาพไม่ตรงกับภาพจริง คงไม่มีปัญหาอะไรหากคุณถ่ายภาพที่มีองค์ประกอบที่สามารถทำให้แอนเซิล อดังส์ภาคภูมิใจได้ พวกเขาจะพูดขึ้นมาในทันทีว่าภาพของคุณดูเอียง ๆ ) วิธีที่ดีที่สุดที่จะแก้ปัญหาที่ว่านี้คือ การใช้อุปกรณ์ Double Level Gizmo เล็ก ๆ ตัวนี้เสียบเข้าไปที่ที่เสียบแฟรชภายนอก (External Flash) (ช่องเล็ก ๆ ด้านบนสุดของกล้อง) คุณสามารถหาซื้อได้ที่ร้านขายอุปกรณ์เกี่ยวกับบ้าน มันจะทำให้คุณเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นหากกล้องเอียง ซึ่งมันจะทำงานได้ดีไม่ว่าคุณจะถ่ายภาพบุคคล หรือภาพวิวทิวทัศน์ก็ตาม ราคาของอุปกรณ์อยู่ที่ ประมาณ 1,000 บาท หรือประมาณ 3,000 บาท อาจแพงไปสักนิด แต่รับรองว่าคุ้มค่าคุ้มราคาแน่นอน

วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553

อาวุธลับของช่างภาพทิวทัศน์

ก่อนหน้านี้คุณได้เรียนรู้ว่าฟิลเตอร์โพบาไรซ์มีความสำคัญมากเพียงใด ส่วนประกอบของฟิลเตอร์ คงไม่ได้มีอะไรสำคัญ แต่มันเป็นอาวุธลับของช่างภาพมืออาชีพด้านทิวทัศน์ ฟิลเตอร์นี้จะช่วยให้แสงที่พื้นกับท้องฟ้าสมดุลกันเพื่อจับระดับของแสง ซึ่งหากไม่มีฟิลเตอร์ กล้องของพวกเขาก็ไม่สามารถถ่ายภาพสวยได้เลย (จับแสงที่พื้นหรือท้องฟ้าแต่ไม่ได้จับแสงในครั้งเดียวกัน) ไม่สามารถถ่ายภาพสวยได้เลย (จับแสงที่พื้นหรือท้องฟ้าแต่ไม่จับแสงในครั้งเดียวกัน) ตัวอย่าเช่น คุณกำลังถ่ายภาพพระอาทิตย์ตก หากคุณจับแสงที่ท้องฟ้า ท้องฟ้าก็จะดูดีแต่พื้นก็จะดูมืดเกินไป หากคุณจับแสงที่พื้น ท้องฟ้าก็จะดูสว่างเกินไป แล้วทำยังไงที่จะให้ท้องฟ้าและพื้นดูสมดุลกัน ลองใช้ฟิลเตอร์ Neutral density gradient (ฟิลเตอร์ที่ทำให้ภาพส่วนบนสุดเป็นสีดำและทำให้ภาพส่วนล่างโปร่งแสง) ที่ทำให้ท้องฟ้าดูมืดขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเกรเดียนท์ซึ่งมันจะทำให้มืด (ที่ส่วนบนสุด) และพื้นล่างนั้นโปร่งแสง ด้วยวิธีนี้จะทำให้ท้องฟ้าดูมืดเท่านั้น แต่ท้องฟ้าก็อาจจะมืดที่อยู่เหนือขึ้นไปกว่าอยู่บ้าง ผลของภาพที่ออกมาก็คือทั้งท้องฟ้าและพื้นดินจะมีแสงสมดุลกันพอดี

วันอังคารที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2553

รีบตั้งขาตั้งกล้องไปทำไม

สมมติว่าคุณกำลังท่องเที่ยวไปในสถานที่ (ที่มีทัศนียภาพสวยงาม, ทิวเขา, น้ำตก) แล้วคุณกำลังตั้งขาตั้งกล้องและเริ่มการถ่ายภาพ จะมีโอกาสสักกี่ครั้งที่คุณจะได้ถ่ายภาพในมุมมองที่สมบูรณ์แบบตรงหน้าเช่นนี้ ขอบอกว่าค่อนข้างน้อย เพราะผู้คนส่วนใหญ่พอเจอมุมสวย ๆ ที่ว่า ปุ๊บ ก็จะรีบตั้งขาตั้งกล้องในที่ที่ตัวเองกำลังยืนอยู่ปั๊บ แล้วเริ่มถ่ายภาพเหมือนกับคุณ ผมไม่แปลกใจเลยที่พวกเขาลงเอยด้วยการถ่ายภาพฉากเดียวกันเหมือนกันหมดทุกคน อย่าตกหลุมพรางนี้เข้าล่ะ ก่อนที่คุณจะตั้งขาตั้งกล้อง ให้คุณใช้เวลาสักครู่หนึ่งเพื่อเดินไปรอบ ๆ ให้สบายใจ และดูสิ่งที่คุณจะถ่ายในมุมที่ต่างกันแล้วคุณก็จะเห็นโอกาส ที่เกือบจะรับประกันได้ว่าในสองสามนาทีนี้ คุณจะเห็นมุมมองที่น่าสนใจมากกว่าแบบเดิมแน่นอน เมื่อเจอมุมที่น่าสนใจแล้ว ให้คุณถือกล้องขึ้นมาแล้วมองผ่านช่องมองภาพเพื่อทดสอบมุมที่เห็น ทันทีที่คุณเจอมุมที่สมบูรณ์แบบ (ไม่ใช่แค่มุมสะดวกที่สุด) แล้วค่อยตั้งขาตั้งกล้อง แล้วเริ่มถ่ายภาพ การที่ชอบทำอะไรแปลกประหลาดกว่าคนอื่น ๆ เพื่อให้ได้ภาพที่ดีกว่า นั้นเป็นหนึ่งในความลับสุดยอดของช่างภาพมืออาชีพที่เขาใช้กันทุกวัน (ช่างภาพผู้เป็นตำนานด้านภาพทิวทัศน์ จอห์น ชอว์ ได้สอนเทคนิคนี้มาเป็นปี ๆ แล้ว) พวกเขาจะไม่ถ่ายภาพในมุมมองที่เหมือนกับของคนอื่น ๆ แต่เขาจะสำรวจสถานที่ มองหามุมที่ดีที่สุด, ภาพที่ดีที่สุด และจุดชมวิวที่น่าสนใจ จากนั้นเขาจึงค่อยตั้งขาตั้งกล้อง เรื่องนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อย (สำรวจสถานที่ก่อนที่คุณจะถ่ายภาพ) แต่สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้แหละที่ทำให้ช่างภาพธรรมดากลายเป็นช่างภาพมืออาชีพ

วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2553

หลีกเลี่ยงแสงกะพริบตัวร้าย

หากคุณมองที่หน้าจอ LCD แล้วเห็นแสงกะพริบปรากฏขึ้นในพื้นที่สำคัญของภาพ (เช่น ก้อนเมฆ, เสื้อเชิ้ตสีขาวของใครบางคน, หิมะ และอื่น ๆ ) ให้คุณใช้ระบบชดเชยแสง โดยทั่วไปแล้ว คุณสามารถลดแสงให้ต่ำลงจนกระทั่งแสงกะพริบนั้นหายไป ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาทดสอบ (ลองผิดลองถูก) เพื่อดูว่าจะต้องลดแสงมากเท่าไหร่ ตามปกติแล้วจะใช้เวลาแก้ไขในไม่กี่วินาที เอาล่ะเรามาดูซิว่าจะใช้ระบบชดเชยแสงได้อย่างไร

กล้อง Nikon : กดปุ่ม Exposure Compensation ที่ปรากฏอยู่ด้านหลังปุ่มชัตเตอร์ (ดังภาพด้านบน) จากนั้นเลื่อนคำสั่งจนกระทั่งระบบชดเชยแสงอ่านได้ว่า -1/3 (นั่นคือ ลบเศษหนึ่งส่วนสามของ Stop) ตอนนี้ถ่ายภาพเดิมอีกครั้งแล้วดูว่าแสงหายไปหรือยัง หากยังไม่หายก็ให้ทำตามวิธีเดิมอีกครั้งแต่ลดค่าแสงลงอีก มันจะอ่านได้ว่า -2/3 ของ Stop ปรับไปเรื่อยๆ จนกว่าแสงจะหายไป

กล้อง Canon : เปิดโหมด Dial ไปยังโหมด Creative Zone ยกเว้นโหมดแมนวล จากนั้นตั้งค่า ชดเชยแสงโดยเปิดแป้นป้อนคำสั่งที่ฝาหลัง (Quick Control) แล้วใช้การตั้งค่าที่ผมได้บอกแล้ว

วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เปิด “แสงกะพริบ” เพื่อช่วยให้เห็นรายละเอียดของภาพมากยิ่งขึ้น

ตามปกติแล้วเราไม่ได้เรียกมันว่า แสงกะพริบ หรอกครับ (เป็นชื่อเล่นที่เราเรียกกันเท่านั้น) อันที่จริงชื่ออย่างเป็นทางการของมันก็คือ Highlight Warning (หรือ Highlight Alert) ใช้ในการปรับแสงให้เหมาะสม คำสั่ง Warning นี้ จะแสดงให้เห็นภาพในส่วนที่มีแสงมากเกินไป ทำให้ไม่เห็นรายละเอียดตรงพื้นที่ส่วนนั้น หากคุณช่างสังเกตคุณจะเห็นแสงที่มีมากเกินไปเกิดขึ้นบ่อยครั้งในภาพถ่าย ตัวอย่างเช่น ในวันที่อากาศมืดครึ้ม อาจจะเกิดภาพเมฆที่เปลี่ยนไปจากเดิมได้ (เปลี่ยนเป็นสีขาวที่ไม่เห็นรายละเอียดใด ๆ ข้างใน) เพื่อช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ ง่าย ๆ เลย เพียงแค่เปิด Highlight Warning แล้วมาดูว่ามันทำงานได้อย่างไร เมื่อคุณเปิด Highlight Warning แล้วมองที่จอ LCD ในส่วนของภาพที่เสียหายจะเริ่มส่องแสงกะพริบช้า ๆ แต่แสงกะพริบเหล่านี้ก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป ตัวอย่างเช่น หากคุณถ่ายภาพในที่ที่เห็นพระอาทิตย์ได้ อย่างชัดเจน ก็อาจจะเกิดแสงกะพริบขึ้นมา (ผมไม่ได้หมายถึงแสงของพระอาทิตย์นะครับ ผมหมายถึงลูกลม ๆ แดง ๆ ของพระอาทิตย์) เราจะไม่เห็นรายละเอียดที่ผิวของพระอาทิตย์ ดังนั้นผมจะผ่านเรื่องนี้ไป อย่างไรก็ตามหากเมฆของคุณมีแสงกะพริบเกิดขึ้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง วิธีที่เร็วที่สุดที่จะแก้ปัญหานี้ก็คือ ใช้ระบบชดเชยแสง (Exposure Compensation) ที่อยู่ในกล้อง (รายละเอียดในหน้าถัดไป) ตอนนี้คุณต้องแน่ใจว่าเปิด Highlight ปรากฏขึ้นมาใต้ภาพบนหน้าจอ LCD หากคุณใช้กล้อง Cannon (เช่น รุ่น 20D, 30D หรือ Rebel) กดปุ่มเพื่อดูภาพจากนั้นกดปุ่ม Info เพื่อให้มองเห็นแสงกะพริบในภาพได้

วันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2553

การถ่ายภาพทิวทัศน์ให้เหมือนมืออาชีพ/4

ถ่ายในโหมด APERTURE PRIORITY สิง่ายกว่า

โหมดที่นิยมใช้ในการถ่ายภาพของช่างภาพมืออาชีพก็คือโหมด Aperture Priority (หรือ ตัว อักษร A หรือ Av ที่โหมด Dial ของกล้องดิจิตัล) และเหตุผลที่ทำให้โหมดนี้ได้รับความนิยมมากก็คือว่า มันจะให้คุณตัดสินใจได้ว่าคุณจะสร้างสรรค์ภาพของคุณได้อย่างไร อย่างเช่น คุณกำลังถ่ายภาพเสือด้วยเลนซ์ซูมเทเลโฟโต้ และคุณต้องการให้เสือ (ซึ่งอยู่ที่ฉากหน้าของภาพ) อยู่ในโฟกัส และให้ฉากหลังไม่อยู่ในโฟกัสได้ง่าย ๆ ด้วยการตั้งค่าในโหมด Aperture Priority โดยตั้งค่า รูรับแสงของเลนส์ให้ต่ำที่สุดเท่าที่เลนส์สามารถปรับได้ (ตัวอย่างเช่น f/2.8, f/4, f/5.6 เป็นต้น) จากนั้นโฟกัสไปที่เสือ เท่านี้ก็เรียบร้อย เพราะกล้อง (และเลนส์เทเลโฟโต้) จะจัดการที่เหลือให้เอง แล้วคุณก็จะได้ภาพเสือที่คมชัดและภาพหลังทั้งหมดที่ไม่อยู่ในโฟกัส คุณจะได้เรียนรู้ทริคของค่ารูรับแสง 3 ข้อดังนี้ ทริคแรกคือให้ค่ารูรับแสง (และเลนส์ซูม) ต่ำ ซึ่งจะทำให้ฉากหน้าอยู่ในโฟกัส ขณะที่ฉากหลังไม่อยู่ในโฟกัส ทริคที่สองของโหมด Aperture Priority คือ อยากให้ทั้งเสือและฉากหลังอยู่ในโฟกัสจะทำอย่างไร (คุณอยากเห็นเสือและสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวมันชัด ๆ ใช่มั้ย) คุณสามารถปรับรูรับแสงให้เป็น f/8 หรือ f/11 ค่าสองตัวนี้ทำงานได้อย่างดี เมื่อคุณต้องการถ่ายภาพให้เหมือนอย่างที่ตาเห็น (โดยไม่ต้องสัมผัสปุ่มเพื่อให้ฉากหลังไม่อยู่ในโฟกัส) ฉากหลังที่อยู่ไกลออกไป (ฉากข้างหลังเสือ) จะไม่อยู่ในโฟกันแต่ไม่มากเท่าไหร่ และทริคที่สามคือ ค่ารูรับแสงที่ควรใช้เมื่อคุณต้องการให้ภาพอยู่ในโฟกัสมากเท่าที่จะเป็นไปได้(ฉากหน้า, ตรงกลาง, ฉากหลังรวมถึงทุกสิ่งทุกอย่าง) เพียงแค่คุณเลือกค่ารูรับแสงสูงสุดของเลนส์ที่ (f/22, f/36 เป็นต้น)

วันอังคารที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2553

การถ่ายภาพทิวทัศน์ให้เหมือนมืออาชีพ/1

หากคุณเคยถ่ายภาพนอกสถานที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างน้ำตกแกรนด์แคนยอน (Grand Conyon) หรืออุทยานแห่งชาติ Yosemite คงเป็นประสบการณ์การถ่ายภาพที่มิรู้ลืมเลยทีเดียว แต่ภาพที่คุณเห็นว่าสวยนักทำไมเมื่อถ่ายออกมากลับไม่เป็นไปตามที่คุณหวัง ทั้ง ๆ ที่คุณตั้งขาตั้งกล้อง มองผ่านช่องมองภาพแล้วถ่าย ภาพตามปกติ คุณเริ่มคร่ำครวญอย่างเงียบ ๆ เพราะคุณลงทุนซื้ออุปกรณ์กล้องถ่ายภาพ ราคาแพงพร้อมกับวัสดุตัวกล้องและเลนส์ชนิดต่าง ๆ ที่มีราคาสูงกว่ารถยนต์โตโยต้า รุ่น Prius แบบไฮบริด เสียอีก คุณมีฟิลเตอร์มากกว่ารานขายอุปกรณ์กล้อง และกระเป๋าใส่กล้องของคุณก็หนักเป็นกิโล ๆ อีกทั้งคุณต้องเก็บหอมรอมริบทั้งปีเพื่อไปท่องเที่ยว, ซื้อตั๋วเครื่องบินไปกลับ และเช่ารถอเนกประสงค์คันใหญ่ที่พอจะขนส่งคุณ, สมาชิกในครอบครัว และอุปกรณ์ราคาแพงทั้งหมดขึ้นไปยังน้ำตกแกรนด์แคนยอนในช่วงฤดูร้อนที่แสนจะร้อนระอุ ตอนนี้คุณกำลังมองผ่านช่องมองภาพแต่ภาพที่คุณเห็นก็ไม่ได้สวยสักครึ่งหนึ่งของโปสการ์ดราคาถูก ๆ ที่วางขายในร้านขายของที่ระลึกเลย น้ำตาคุณเริ่มไหลอาบแก้มทันทีที่รู้ว่าคุณถ่ายภาพเทียบกับโปสการ์ดไม่ได้เลย แล้วทั้งหมดเป็นความผิดของใครล่ะ เขาล่ะ แอนเซิล อดัมส์ เพราะเขาคือช่างภาพผู้โด่งดัง ผู้ตระเวนถ่ายภาพ แกรนด์แคนยอน, อุทยานแห่งชาติ Yosemite และสถานที่อีกหลายต่อหลายแห่ง และแม้ว่าเราไม่ใช่ แอนเซิล อดัมส์ เราก็แน่ใจได้ว่าภาพของเราจะดูสวยกว่าโปสการ์ดที่ขายในร้านขายของที่ระลึกใช่มั้ย งั้นมาเริ่มต้นด้วยกันเลย