วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553

ช่องเล็งภาพ (View finder)

ช่องเล็งภาพใช้เป็นที่สำหรับมองวัตถุที่จะถ่ายภาพ ให้ผู้ถ่ายภาพสามารถเลือกและจัดองค์ประกอบของภาพให้เป็นไปตามความต้องการ ช่องเล็งภาพจะทำหน้าที่ควบคู่ไปกับเลนส์ถ่ายภาพกล้องถ่ายภาพที่ดีนั้น เมื่อเลนส์รับภาพของวัตถุไปตกลงบนฟิล์ม มีขนาดและองค์ประกอบอย่างไร ลักษณะของภาพอย่างนั้นจะต้องปรากฏในช่องเล็งภาพให้ผู้ถ่ายภาพสามารถมองเห็นได้เที่ยงตรงหรือใกล้เคียงให้มากที่สุด

ช่องเล็งภาพของกล้องถ่ายภาพ แต่ละชนิด จะมีรูปร่างลักษณะและขนาดแตกต่างกันออกไป เช่นกล้อง 35 มม. จะมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า กล้องที่ใช้ฟิล์มขนาด 126 จะมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส เป็นต้น

ช่องเล็งภาพในปัจจุบัน จะมี 4 แบบ ดังนี้

1. ช่องเล็งภาพแบบเล็งระดับตา (Eye level Viewfinder) ช่องมองภาพแบบนี้ มักเป็นกล้องถ่ายภาพแบบเก่า มีช่องเล็งภาพอยู่ทางมุมซ้ายบนหรือตอนกลางด้านบนของกล้องถ่ายภาพเหมาะสำหรับการถ่ายภาพที่วัตถุอยู่ระยะไกลและปานกลาง ส่วนการถ่ายภาพระยะใกล้ลักษณะของภาพที่ได้มักจะคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับความต้องการ ทั้งนี้เพราะช่องมองภาพกับเลนส์ถ่ายภาพจะอยู่กันคนละที่ และอีกประการหนึ่ง เมื่อจัดองค์ประกอบของภาพเรียบร้อยแล้ว ผู้ถ่ายภาพจะต้องปรับชัดที่เลนส์ถ่ายภาพอีกด้วย เพราะช่องมองภาพกับเลนส์ถ่ายภาพไม่ได้ตั้งระยะการปรับภาพให้สัมพันธ์กันเป็นแบบอัตโนมัติ

1. ช่องเล็งภาพแบบปรับระยะชัดได้ (Eye level Rangefinder) เป็นกล้องถ่ายภาพที่ใช้เล็งระดับตาเหมือนกับแบบแรก แต่ช่องเล็งภาพกับเลนส์ถ่ายภาพจะมีความสัมพันธ์ในการตั้งระยะชัดเป็นแบบอัตโนมัติ คือภาพที่เห็นในช่องเล็งภาพมีระยะใกล้ไกลเท่าใด เราก็ปรับระยะภาพที่เลนส์ถ่ายภาพ โดยหมุนเลนส์ให้ได้ระยะตรงตามช่องเล็งภาพได้เท่านั้น ซึ่งจะช่วยให้เกิดความมั่นใจในการหาระยะได้ดี และสะดวกกว่ากล้องแบบแรก

1. ช่องเล็งภาพแบบจอปรับชัด (Focusing Screen) ช่องเล็งภาพแบบนี้มักเป็นกล้องถ่ายภาพ แบบสะท้อนเลนส์คู่ (TLR) แล้วกล้องวิว (View Camera) ที่ใช้ตามร้านถ่ายภาพอาชีพโดยทั่ว ไป กล้องชนิดนี้จะสามารถปรับระยะชัดองภาพได้เที่ยงตรง ทั้งการถ่ายภาพในระยะใกล้และระยะไกล แต่ภาพที่ปรากฏที่ช่องเล็งภาพจะเป็นภาพหัวกลับ เว้นกล้องแบบสะท้อนเลนส์คู่จะให้ภาพหัวตั้ง

1. ช่องเล็งภาพแบบปริซึมห้าเหลี่ยม (The Pentaprism) เป็นกล้องถ่ายภาพที่รับภาพจากเลนส์ถ่ายภาพโดยตรง มีกระจกเงาราบวางทำมุม 45 องศา ภาพจะสะท้อนผ่านแก้ปริซึมพื้นที่หน้าตัดห้าเหลี่ยมทำให้เกิดภาพที่ช่องเล็งภาพได้ตรงกับลักษณะของภาพที่ตกบนฟิล์ม นับว่าเป็นแบบที่สะดวกเที่ยงตรงกว่าการรับภาพแบบอื่น ๆ ช่องเล็งภาพแบบนี้มีในกล้อง แบบสะท้อนเลนส์เดี่ยวที่ใช้กับฟิล์ม 35 มม.

วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553

ชัตเตอร์ (Shutter)

ชัตเตอร์หรือความเร็วชัตเตอร์ (Shutter speed) เป็นกลไกอัตโนมัติที่ใช้สำหรับเปิด และปิดทางที่แสงจะผ่านเข้าไปทำปฏิกิริยากับฟิล์มตามเวลาที่กำหนด ความเร็วในการเปิด และการปิดชัตเตอร์ คือเวลาที่ฉายแสง (Exposure time) นั่นเอง ซึ่งคิดเป็นเศษส่วนของวินาทีดังนี้ 1/1 1/2 1/4 1/8 1/15 1/30 1/60 1/125 1/250 1/500 1/1000 1/2000 แต่ตัวเลขที่ปรากฏในวงแหวนที่ขอบนอกของเลนส์ จะบอกค่าความเร็วของชัตเตอร์ไว้เฉพาะตัวเลขที่เป็นส่วนคือ 1 2 4 8 15 30 60 125 250 500 1000 2000 ตัวเลขที่มีค่าน้อย ชัตเตอร์จะเปิดนาน แสงจะเข้าไปในกล้องได้มาก ส่วนตัวเลขที่มีค่ามากชัตเตอร์จะเปิดแล้วปิดเร็ว แสงจะเข้าไปในกล้องได้น้อย เช่น ถ้าตั้งความเร็วชัตเตอร์ที่ 1 แสงจะเข้าไปทำปฏิกิริยากับฟิล์มนาน 1 วินาที และถ้าตั้งที่ 250 ชัตเตอร์จะเปิดให้แสงผ่านเป็นเวลา 1/250 วินาที ซึ่งชัตเตอร์จะเปิดและปิดเร็วมาก สำหรับในกล้องถ่ายภาพแบบง่าย ๆ ทั่วไป จะมีความเร็วชัตเตอร์กำหนดไว้เพียงระดับเดียว คือประมาณ 1/60 วินาที แต่ในกล้องถ่ายภาพที่มีราคาสูง จะมีความเร็วของชัตเตอร์ที่ปรับได้ตามตัวเลขที่กล่าวมาแล้ว

การตั้งความเร็วชัตเตอร์ จะต้องตั้งให้พอดีกับตัวเลขที่กำหนดความเร็วชัตเตอร์ การเพิ่มหรือลดความเร็วชัตเตอร์ของตัวเลขที่อยู่ใกล้กัน จะมีผลต่อการเพิ่มหรือลดความเร็วของชัตเตอร์เป็น 2 เท่าของกันและกัน เช่น จากความเร็วชัตเตอร์ 1/30 เป็น 1/15 ก็จะช้าลงเป็น 2 เท่าตัว และปริมาณแสงที่ผ่านเลนส์ไปตกบนฟิล์มก็จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า หรือจากความเร็วชัตเตอร์ 1/30 เป็น 1/60 ก็จะเร็วขึ้นเป็น 2 เท่าตัว ปริมาณแสงจะลดลงเหลือเพียงครึ่งเดียวของความเร็วชัตเตอร์เดิมคือ 1/30

การตั้งความเร็วชัตเตอร์ที่ B (Bulb) นั้น ขณะกดไกชัตเตอร์ ชัตเตอร์จะเปิดค้างอยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะปล่อยนิ้วมือที่กดไกชัตเตอร์ ชัตเตอร์จึงจะปิด มักใช้ในกรณีถ่ายภาพในที่ที่มีแสงสว่างน้อย เช่น ถ่ายภาพไฟบนท้องถนนในเวลากลางคืน ถ่ายภาพพลุ ซึ่งต้องกดชัตเตอร์เพื่อให้แสงเข้าไปทำปฏิกิริยากับฟิล์ม เป็นเวลานาน เช่น 5 วินาที, 10 วินาที หรือ 20 วินาที เป็นต้น

ลักษณะของชัตเตอร์จะมีอยู่ 2 แบบ คือ

1. ชัตเตอร์แผ่น (Leaf shutter) หรือ ชัตเตอร์ระหว่างเลนส์ (Between – lens shutter) มีลักษณะ เป็นกลีบโลหะซ้อนกัน ติดตั้งอยู่ในกระบอกเลนส์ของกล้อง มักใช้กล้องขนาดกลางที่ใช้กับฟิล์มขนาด 120 บางรุ่น และกล้องแบบมองเห็นภาพโดยตรง ชัตเตอร์แบบนี้ทำงานสัมพันธ์กับไฟแฟลชอิเล็กทรอนิกส์ได้ทุกระดับความเร็วชัตเตอร์

1. ชัตเตอร์ระนาบโฟกัส (Focal – plane shutter) ชัตเตอร์แบบนี้ตั้งอยู่ในตัวกล้องที่หน้าฟิล์มมีลักษณะเป็นผ้าบางๆ บางรุ่นทำด้วยยางหรือโลหะผสม ทำหน้าที่เปิด – ปิดกั้นแสง มีทั้งแบบแนวนอนและแนวตั้ง ส่วนใหญ่มักใช้ในกล้องสะท้อนเลนส์เดี่ยว ชัตเตอร์ชนิดที่เปิด – ปิดในแนวนอนจะสัมพันธ์กับแฟลชอิเล็กทรอนิกส์ที่ความเร็วสูงสุด 1/60 วินาที ชัตเตอร์ที่เปิด – ปิดในแนวตั้งจะสัมพันธ์กับแฟลชอิเล็กทรอนิกส์ ที่ความเร็วสูงสุด 1/250 วินาที

วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553

ไดอะแฟรม (Diaphragm)

ในตัวเลนส์ของกล้องถ่ายภาพ จะมีที่ควบคุมปริมาณของแสง ให้แสงผ่านเลนส์ไปยังฟิล์มได้มากหรือน้อย ตามความต้องการ เรียกว่า ไดอะแฟรม ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นโลหะสีดำบาง ๆ หลาย ๆ แผ่นเรียงซ้อนกันเป็นกลีบ มีช่องตรงกลาง สามารถปรับให้กว้างหรือสามารถปรับให้แคบได้ เรียกว่า ช่องรับแสง (Aperture)

การปรับขนาดช่องรับแสงให้หมุนวงแหวนที่ขอบนอกของเลนส์ ซึ่งจะมีตัวเลขแสดงค่าความกว้างหรือแคบ ได้แก่ 1.4 2 2.8 4 5.6 8 11 16 22 เป็นต้น เรียกตัวเลขเหล่านี้ว่า เลขเอฟ (f-number) หรือ เอฟสตอป (f-stop) ตัวเลขที่มีค่าน้อยเช่น f/1.4 ช่องรับแสงจะเปิดกว้างแสงจะผ่านเข้าไปได้มาก และตัวเลขที่มีค่ามาเช่น f/22 ช่องรับแสงจะเปิดแคบ แสงผ่านเข้าไปได้น้อย

การปรับค่าของตัวเลขเอฟจากตัวเลขตัวหนึ่ง ไปยังเลขเอฟอีกตัวหนึ่ง เช่น เมื่อลดสตอปของการส่องสว่างบนฟิล์มลงครึ่งหนึ่ง หรือเมื่อเพิ่มสตอปจาก f/11 เป็น f/8 ปริมาณความเข้มของการส่องสว่างบนฟิล์มจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ของขนาดเอฟสตอปเดิมคือ f/11 เป็นต้น

วันเสาร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2553

ความไวเลนส์ (Lens Speed)

ความไวเลนส์ หมายถึง ความกว้างของขนาดช่องรับแสงของเลนส์แต่ละตัวเมื่อเปิดสุด ซึ่งมีผลทำให้สามารถรับแสงขณะถ่ายภาพได้มากน้อย ช้าหรือเร็วแตกต่างกัน

ขนาดความกว้างสุดของช่องรับแสงของเลนส์ แต่ละตัวมีตัวเลขบอกขนาดค่าของ f/value กำกับไว้ที่วงแหวนหน้าเลนส์ เช่น F/1.4. F/2.8 หรือ F/3.5 เป็นต้น

ค่าตัวเลข f/value หมายถึง อัตราส่วนระหว่างทางยาวโฟกัสของเลนส์กับเส้นผ่านศูนย์กลางของขนาดช่องรับแสง

f/valud = ความยาวโฟกัสของเลนส์ (Focal length)

เส้นผ่าศูนย์กลางของขนาดช่องรับแสง (Diameter of aperture)

เลนส์มาตรฐานมีความยาวโฟกัส 50 มม. มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของช่องรับแสงกว้างสุด 35 มม. จะมีตัวเลข F/value = 50 / 35 = 1.4 นั่นคือความไวเลนส์ = 1.4 เป็นต้น

เลนส์ที่มีขนาดใหญ่ จะเพิ่มค่าตัวหารทำให้ ค่า F/value น้อยลง เช่น F = 1.2 แสงจะเข้าไปในกล้องได้มากขึ้น เรียกได้ว่า เลนส์ตัวนั้นมีความไวเลนส์สูง ตรงกันข้าม เลนส์ที่มีค่า F/value สูง เช่น F=2.8 แสงย่อมเข้าไปในกล้องได้น้อยกว่า เรียกว่าเลนส์ตัวนั้นมีความไวเลนส์ต่ำ

วันศุกร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2553

เลนส์มาโคร

เลนส์ถ่ายใกล้หรือเลนส์มาโคร (Macro lens)

คำว่า “Macro” เป็นคำที่ใช้สำหรับการถ่ายภาพวัตถุที่อยู่ใกล้เลนส์มาก ๆ (Close – up photography) เป็นเลนส์ที่สามารถถ่ายภาพโดยให้กล้องเข้าใกล้วัตถุที่ต้องการถ่ายได้เกิน 1 – 1 ½ ฟุต สามารถปรับระยะชัดได้ ช่วยขยายวัตถุที่เล็กให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เลนส์ชนิดนี้บางทีก็เรียกชื่อว่า เลนส์ไมโคร (Micro lens) เลนส์มาโครความยาวโฟกัส 55 มม. ขยายภาพได้ 1:2 ส่วนเลนส์แมโคร 60 มม. ขยายภาพได้ 1:1 แต่ถ้าต้องการถ่ายภาพขยายให้มีขนาดใหญ่กว่านี้ ก็อาจใช้ร่วมกับท่อต่อ (Extension tube) หรือส่วนพับยืด (Bellows) ภาพถ่ายก็จะมีกำลังขยายมากขึ้น

วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553

เลนส์ภาพถ่ายโดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 5 ประเภท

เลนส์ภาพถ่ายโดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 5 ประเภท ตามขนาดความยาวโฟกัส คือ

1. เลนส์ธรรมดาหรือเลนส์มาตรฐาน (Normal lens or Standard lens)

การกำหนดความยาวโฟกัสของเลนส์มาตรฐานประจำกล้องแต่ละชนิดจะไม่เหมือนกัน เช่น กล้อง 35 มม. ที่ถอดเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้ เลนส์จะมีความยาวโฟกัส ประมาณ 38 – 45 มม. ส่วนกล้อง 35 มม. สะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว (SLR) ที่ถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ เลนส์มาตรฐานจะมีความยาวโฟกัสประมาณ 55 – 58 มม. ซึ่งมีมุมในการรับภาพประมาณ 53 องศา ซึ่งใกล้เคียงกับการมองเห็นของสายตามนุษย์ ส่วนเลนส์มาตรฐานสำหรับกล้องที่ใช้ฟิล์มขนาด 120 จะมีความยาวโฟกัส ระหว่าง 75 – 90 มม.

1. เลนส์มุมกว้าง (Wide – angle lens)

เลนส์มุมกว้างได้แก่ เลนส์ที่มีความยาวโฟกัสสั้นกว่าเลนส์มาตรฐาน เช่น เลนส์ที่มีความยาวโฟกัส 35 มม., 28 มม., 24 มม. , 16 มม. เป็นต้น สามารถแบ่งย่อยออกไปได้อีก คือ

2.1 เลนส์มุมกว้างธรรมดา (Moderate Wide angle) ได้แก่ เลนส์ที่มีความยาวโฟกัสระหว่าง 25 – 40 มม.

2.2 เลนส์มุมกว้างมาก รับภาพได้ตรง (Rectilinear super wide) ได้แก่ เลนส์ที่มีความยาวโฟกัสระหว่าง 15 – 24 มม.

2.3 เลนส์มุมกว้างมาก รับภาพบิดโค้ง (Semifish eye super wide) ได้แก่ เลนส์ที่มีความยาวโฟกัสระหว่าง 15 – 24 มม. แต่ภาพที่ได้จะบิดโค้ง

2.4 เลนส์มุมกว้างพิเศษ รับภาพได้โค้งกลม เช่น เลนส์ตาปลา (Fish eye lens) เป็นเลนส์ ที่มีความยาวโฟกัสสั้นมาก เช่น 6 มม. หรือ 8 ทท. เป็นต้น

เลนส์มุมกว้างเป็นเลนส์ที่เหมาะสำหรับการถ่ายภาพในสถานที่แคบ ๆ ซึ่งสามารถรับภาพได้กว้างลึกและกว้างไกลเก็บภาพต่าง ๆ ได้มาก และจะได้ภาพที่มีช่วงความชัดมากกว่าเลนส์ชนิดอื่น ๆ แต่สัดส่วนของภาพจะผิดเพี้ยน รูปทรงบิดเบี้ยวและโค้งงอ (Distortion) ยิ่งเลนส์ที่มีความยาวโฟกัสสั้นมาก ๆ ความผิดเพี้ยนของภาพก็ยิ่งมีมาก เช่น เลนส์ตาปลา ความยาวโฟกัส 8 มม. หรือ 6 มม. ภาพที่ได้จะมีลักษณะเป็นวงกลม ภาพจะมีความบิดเบือนมาก ยกเว้นจุดตรงกลางภาพเท่านั้น

1. เลนส์ถ่ายไกล (Telephoto lens)

เลนส์ถ่ายไกลเป็นเลนส์ที่มีความยาวโฟกัสยาวกว่าเลนส์มาตรฐาน เช่น เลนส์ที่มีความยาวโฟกัส 135 มม., 500 มม., 100 มม., 2000 มม. เป็นต้น เลนส์ถ่ายไกลสามารถปรับโฟกัสภาพได้เพียงระยะห่างระยะหนึ่งจากฟิล์มเท่านั้น เป็นเลนส์ที่ประกอบด้วยกลุ่มของชิ้นเลนส์หลายกลุ่มจัดวางเรียงให้เลนส์นูนที่มีโฟกัสยาวอยู่ข้างหน้าเลนส์เว้าที่มีโฟกัสสั้น ทำให้ได้ภาพถ่ายที่มีขนาดใหญ่ขึ้น แม้ว่าวัตถุจะอยู่ห่างไกลมากก็ตาม เหมาะสำหรับผู้ถ่ายภาพที่ต้องการถ่ายวัตถุที่ไม่สามารถเข้าไปใกล้ ๆ ได้ เช่น การถ่ายภาพสัตว์ในป่า ภาพกีฬาบางประเภท ภาพทิวทัศน์ไกล เป็นต้น เลนส์ ถ่ายไกลที่มีความยาวโฟกัส ยาวมากจะมีมุมในการรับภาพแคบลง เช่น เลนส์ถ่ายไกล 500 มม. มีมุมในการรับภาพ 5 องศา และเลนส์ถ่ายไกล 1000 มม. มีมุมในการรับภาพเพียง 2.5 องศา เป็นต้น นอกจากจะมีมุมในการรับภาพแคบแล้ว เลนส์ถ่ายไกลยังมีระยะช่วงความชัดน้อยมาก ภาพจะดูตื้นแบน มีระยะหลังของภาพพร่ามัว

เลนส์ถ่ายไกลสามารถแบ่งออกเป็นประเภทย่อย ๆ ได้อีก คือ

1.1 เลนส์ถ่ายไกลระยะสั้น (Short telephoto) เป็นเลนส์ที่มีความยาวโฟกัสระหว่าง 80 – 135 มม.

1.2 เลนส์ถ่ายไกลระยะปานกลาง (Medium telephoto) เป็นเลนส์ที่มีความยาวโฟกัสระหว่าง 150 – 250 มม.

1.3 เลนส์ถ่ายไกลระยะไกล (Long telephoto) มีความยาวโฟกัสระหว่าง 800 – 2000 มม.

นอกจากเลนส์ถ่ายภาพไกลโดยทั่วไปแล้ว ยังมีเลนส์อีกชนิดหนึ่ง ที่ทำหน้าที่สำหรับถ่ายไกลเช่นเดียวกัน คือ เลนส์กระจก (Mirror lens) มีความยาวโฟกัส 500 มม. หรืออาจสูงถึง 2,000 มม. กระบอกเลนส์มีลักษณะสั้น และกว้างประกอบด้วยกระจกโค้ง 2 บาน สะท้อนแสงและขยายภาพผ่านแก้วเลนส์หลายชิ้น เลนส์ชนิดนี้มีเลขเอฟ (f/number) ตายตัวเพียง 1 เลขเอฟ จึงมีข้อจำกัดในการเลือกใช้ฟิล์ม และการตั้งความเร็วชัตเตอร์ ราคาก็ค่อนข้างแพง แต่ก็มีข้อดีในเรื่องรูปร่างกะทัดรัด มีความยาวโฟกัสยาวมาก และให้ภาพที่มีความคมชัด

การถ่ายภาพไกลนอกจากใช้เลนส์ทั้ง 2 ชนิดดังกล่าวมาแล้ว ใช้ เทเลพลัส (Teleplus) หรือเลนส์คอนเวอเตอร์ (Teleconverter) สวมต่อระหว่างเลนส์มาตรฐานกับกล้องถ่ายภาพจะสามารถเพิ่มความยาวโฟกัสของเลนส์เป็น 1.4 เท่า หรือมากกว่า ซึ่งเทเลคอนเวอเตอร์ดังกล่าวจะมีขนาด 1.4X 2X 3X หรือ 4X เป็นอุปกรณ์ประกอบชนิดหนึ่งที่มีราคาค่อนข้างถูก กะทัดรัด แต่ข้อเสียคือ จะตัดทอนแสง ลดความชัดลงไปบ้าง


1. เลนส์ซูม (Zoom lens)

เลนส์ซูม (Zoom lens) หมายถึง เลนส์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงค่าความยาวโฟกัสได้ (Vari focal lens) ภาพที่เกิดขึ้นจะมีขนาดเปลี่ยนแปลง เมื่อเปลี่ยนทางยาวโฟกัส กล่าวคือ ภาพจะใหญ่ที่สุด เมื่อทางยาวโฟกัสยาวที่สุด และภาพจะมีขนาดเล็กที่สุด เมื่อทางยาวโฟกัสสั้นที่สุด เหมาะสำหรับใช้ถ่ายภาพที่ต้องการให้เห็นภาพกว้าง ๆ และในบางครั้งต้องการเน้นให้เห็นภาพเฉพาะ ความคมชัดของภาพถ่ายจากเลนส์ซูมอาจเสียไปบ้าง โดยเฉพาะการถ่ายภาพที่ใช้ความยาวโฟกัสยาว ปัจจุบันเลนส์ซูมแต่ละตัวจะมีความยาวโฟกัสต่างระยะกันประมาณ 2 – 6 เท่า เช่น เลนส์ซูมขนาด 43 – 86 มม., 70 - 250 มม., 85 – 300 มม., 800 – 1200 มม. เป็นต้น

1. เลนส์ถ่ายใกล้หรือเลนส์มาโคร (Macro lens)

คำว่า “Macro” เป็นคำที่ใช้สำหรับการถ่ายภาพวัตถุที่อยู่ใกล้เลนส์มาก ๆ (Close – up photography) เป็นเลนส์ที่สามารถถ่ายภาพโดยให้กล้องเข้าใกล้วัตถุที่ต้องการถ่ายได้เกิน 1 – 1 ½ ฟุต สามารถปรับระยะชัดได้ ช่วยขยายวัตถุที่เล็กให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เลนส์ชนิดนี้บางทีก็เรียกชื่อว่า เลนส์ไมโคร (Micro lens) เลนส์มาโครความยาวโฟกัส 55 มม. ขยายภาพได้ 1:2 ส่วนเลนส์แมโคร 60 มม. ขยายภาพได้ 1:1 แต่ถ้าต้องการถ่ายภาพขยายให้มีขนาดใหญ่กว่านี้ ก็อาจใช้ร่วมกับท่อต่อ (Extension tube) หรือส่วนพับยืด (Bellows) ภาพถ่ายก็จะมีกำลังขยายมากขึ้น


วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553

เลนส์(lens)

เลนส์เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของกล้องถ่ายภาพ เป็นวัสดุโปร่งใส ทำด้วยแก้วหรือพลาสติก ทำหน้าทีหักเหแสงสะท้อนจากวัตถุเกิดภาพจริงหัวกลับบนระนาบของฟิล์ม เลนส์ของกล้องถ่ายภาพอาจเป็นเลนส์นูนอันเดียว หรือเป็นชุดของเลนส์ย่อยๆ หลาย ๆ อันประกอบกันก็ได้ เพื่อให้สามารถปรับการถ่ายภาพได้ หลายรูปแบบ แก้วหรือพลาสติกทุกชิ้นที่ประกอบเข้าเป็นเลนส์ ต้องประดิษฐ์ด้วยความประณีต เพื่อให้มีความไวในการรับแสง มีคุณภาพในความคมชัด สามารถแก้ไขการผิดเพี้ยนของสี และการคลาดเคลื่อนของรูปทรงให้ถูกต้อง มีการฉาบน้ำยาเคลือบผิวที่เลนส์ เรียกว่า Coated เพื่อให้เลนส์มีคุณภาพในการรับแสง และช่วยลดแสงสะท้อนให้น้อยลง

ความยาวโฟกัสของเลนส์ (Focal length)

เลนส์ของกล้องถ่ายภาพจะมีความยาวโฟกัส (Focal length) แตกต่างกัน คำว่า ความยาวโฟกัสของเลนส์ หมายถึง ระยะทางจากจุดศูนย์กลางโฟกัสของเลนส์ (Optical center of lens) ถึงระนาบโฟกัสของภาพหรือฟิล์ม เมื่อเลนส์ตั้งระยะความชัดไว้ไกลสุด (infinity)”

ความยาวโฟกัสของเลนส์มักเขียนบอกไว้ที่ขอบเลนส์ด้านหน้า เช่น 50 มม.ม 35 มม. หรือ 28 มม. เป็นต้น ความยาวโฟกัสของเลนส์ที่แตกต่างกัน จะทำให้มุมในการรับภาพแตกต่างกันด้วย เช่น เลนส์ที่มีความยาวโฟกัสสั้น 28 มม. จะรับภาพได้เป็นมุมกว้างกว่าเลนส์ ที่มีความยาวโฟกัสยาว 50 มม. เป็นต้น และนอกจากนั้น ความยาวโฟกัสของเลนส์ยังมีผลต่อช่วงความยาวของภาพ (Depth of field) เช่นเลนส์ยังมีผลต่อช่วงความชัดของภาพ (Depth of field) เช่นเลนส์ที่มีความยาวโฟกัสสั้นจะให้ช่วงความชัดของภาพ มากกว่าเลนส์ที่มีความยาวโฟกัสยาวเช่น เลนส์เทเลโฟโต้ เป็นต้น