วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ลักษณะและขนาดของฟิล์ม

ฟิล์มที่ผลิตออกมาจำหน่ายในปัจจุบัน มีหลายลักษณะตามชนิดของกล้องถ่ายภาพ กล้องคอมแพค และกล้อง SLR จะใช้ฟิล์ม 35 มม. กล้องขนาดกลางจะใช้ฟิล์ม 120 ส่วนที่เป็นกล้องขนาดใหญ่หรือกล้องวิว จะใช้ฟิล์มแผ่น มีขนาดต่าง ๆ กัน เช่น 4 x 5 นิ้ว ส่วนกล้องถ่ายภาพรุ่นเก่าที่ใช้กับฟิล์ม 110 และฟิล์ม 126 ในปัจจุบันไม่มีจำหน่ายแล้ว
ฟิล์ม 135 เป็นฟิล์มที่บรรจุในตลับหรือในหลอด เป็นฟิล์มที่รู้จัก และใช้กันอย่างแพร่หลาย ขนาดความกว้างของฟิล์ม 35 มม. มีความยาวต่างกัน เช่น ถ่ายภาพได้ 24 ภาพ ( 135 – 24 ) และ 36 ภาพ ( 135 – 36 ) ถ้าใช้กล้องที่สามารถแบ่งฟิล์มได้ จะได้จำนวนภาพมากขึ้นไปอีกเป็น 2 เท่า เรียกว่าแบบครึ่งเฟรม (Half frame) ขนาดของภาพที่ฟิล์ม 18 x 24 มม. และถ้าเป็นแบบเต็มเฟรม (Full frame) จะมีขนาดของภาพ 24 x 36 มม.

ฟิล์ม 120 เป็นฟิล์มแบบม้วน มีหลายลักษณะ เช่น

2 x 2 นิ้ว เป็นขนาดดั้งเดิม มีขนาดของภาพในฟิล์ม 60 x 60 มม.

6 x 7 ซม. มีขนาดของภาพในฟิล์ม 60 x 70 มม.

6 x 4.5 ซม. มีขนาดของภาพในฟิล์ม 60 x 45 มม.

6 x 9 ซม. มีขนาดของภาพในฟิล์ม 60 x 95 มม.

ฟิล์มอินสแตนท์หรือฟิล์มโพลารอยด์ เป็นฟิล์มอีกชนิดหนึ่งเป็นแผ่นบรรจุอยู่ในห่อ ห่อละ 10 บาท

วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ประเภทของฟิล์ม

ฟิล์มที่ใช้ถ่ายภาพโดยทั่วๆ ไปอาจแบ่งได้ เป็น 2 ประเภท คือ

1. ฟิล์มขาว – ดำ

2. ฟิล์มสี

ฟิล์มขาว – ดำ (Black and white film) แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด คือ

1. ฟิล์มเนกาทิฟ (Negative film) คือ ฟิล์มขาว – ดำที่ใช้ถ่ายภาพโดยทั่วไป มีเยื่อไวแสงซึ่งให้สีตรงกันข้ามกับสีของวัตถุ หลังจากถ่ายภาพแล้ว นำฟิล์มไปผ่านกระบวนการล้างฟิล์มลักษณะของภาพจะเป็นเนกาทิฟ คือ ขาวเป็นดำ และดำเป็นขาว เมื่อนำฟิล์มไปอัดขยายลงบนกระดาษอัดภาพ จะได้ภาพที่มีสีตรงความเป็นจริงของวัตถุ

2. ฟิล์มพอซิทิฟ (Positive film) เป็นฟิล์มขาว – ดำใช้สำหรับ Copy จากฟิล์มเนกาทิฟให้เป็นฟิล์มพอซิทิฟ หรือสไลด์ขาว-ดำ

3. ฟิล์มริเวอร์ซัล (Reversal film) คือฟิล์มประเภทสไลด์ เป็นฟิล์มโปร่งใส เมื่อถ่ายภาพแล้วนำไปผ่านกระบวนการล้างฟิล์มจะได้ภาพที่มีลักษณะเหมือนธรรมชาติ

ฟิล์มสี (Color film) แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด ได้แก่

1. ฟิล์มสีเนกาทิฟ (Color negative film) เป็นฟิล์มที่ใช้ถ่ายภาพโดยทั่วๆ ไป หลังจากถ่ายภาพแล้ว นำไปผ่านกระบวนการล้างฟิล์ม แล้วนำไปอัดขยายลงในกระดาษอัดภาพ จึงจะได้ภาพที่มีสีตรงตามความเป็นจริงของวัตถุที่ถ่าย

2. ฟิล์มสีพอซิทิฟ (Color positive film) เป็นฟิล์มที่ใช้สำหรับ Copy จากฟิล์มเนกาทิฟ เป็นฟิล์มพอซิทิป คือ สไลด์สี

3. ฟิล์มสีริเวอร์ซัล (Color reversal film) เป็นฟิล์มที่เมื่อนำไปถ่ายภาพ แล้วผ่านกระบวนการล้างฟิล์ม จะได้ภาพโปร่งใสมีสีตรงตามความเป็นจริงของวัตถุ คือ สไลด์นั่นเอง

การทำงานของฟิล์ม

หลังจากที่ฟิล์มถูกฉายแสง (Exposed to light) ในปริมาณที่พอเหมาะ ภาพของวัตถุจะถูกบันทึกไว้ในเยื่อไวแสงในลักษณะของภาพแฝง (Latent image) ซึ่งเป็นภาพที่ยังมองไม่เห็นจนกว่าจะนำไปผ่านกระบวนการล้างฟิล์ม เมื่อนำฟิล์มผ่านน้ำยาสร้างภาพ (Developer) เฉพาะบริเวณฟิล์มที่ถูกแสงจะเปลี่ยนไป ทำให้เกิดภาพของเงินสีดำ ส่วนบริเวณฟิล์มที่ไม่ถูกแสงยังคงมีเงินเฮไลด์ ซึ่งยังคงไวต่อแสงอยู่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในน้ำยาสร้างภาพ ดังนั้น จึงต้องนำฟิล์มไปล้างต่อในน้ำยาคงภาพ (Fixer) ที่จะทำให้ภาพคงตัว โดยมีไฮโปหรือโซเดียมไธโอซัลเฟต เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ น้ำยานี้จะทำปฏิกิริยากับเงินเฮไลด์ทำให้เงินเฮไลด์หลุดออกจากฟิล์ม คงเหลืออยู่แต่ภาพเงินสีดำ ซึ่งเป็นภาพของวัตถุที่บันทึกมา ส่วนใดจะมีสีดำมาก หรือน้อยแล้วก็ขึ้นอยู่กับปริมาณของแสงที่ได้รับมา ฉะนั้นลักษณะของภาพที่เกิดในฟิล์ม จึงมีส่วนที่มีสีดำทึบบ้าง สีจางเป็นสีเทาบ้าง ความเข้มของสีในฟิล์มนี้จะมีลักษณะกลับกันกับวัตถุเป็นจริง เช่น ถ้าวัตถุมีสีนี้ จะมีลักษณะกลับกันกับวัตถุเป็นจริง เช่น ถ้าวัตถุมีสีดำ ในฟิล์มจะใสสว่างขาว และถ้าวัตถุมีสีขาว ในฟิล์มจะมีสีดำทึบ จึงเรียกฟิล์มนี้ว่า ฟิล์มเนกาทิฟ (Negative) เมื่อนำฟิล์มนี้ไปอัดขยายบนกระดาษอัดภาพ จะได้สีที่ภาพกลับกันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นภาพจริงเหมือนวัตถุที่ถ่ายมาเรียกว่า ภาพพอซิทิฟ (Positive)

วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ฟิล์ม (Film)

โครงสร้างของฟิล์มขาวดำ

ฟิล์มเป็นส่วนสำคัญในการบันทึกภาพประกอบด้วยชั้นของเยื่อไวแสงที่เคลือบไว้บนฐานรองรับ ซึ่งอาจเป็นอาซีเอท พลาสติกใส หรือกระจก

โครงสร้างของฟิล์มประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้

1. ส่วนที่เป็นฐานรองรับเยื่อไวแสง (Support) สมัยก่อนใช้เซลลูโลสไนเตรท (Cellulose nitrate) ซึ่งติดไฟได้ง่าย ต่อมาได้ใช้โพลีเอธีลีนเทเรพธาเลต โพลีเอสเตอร์ (Polyethylene terepthalate polyester)

2. ส่วนที่เป็นเยื่อไวแสง (Emulsion) สารเคมีทีสำคัญในการประกอบเป็นเยื่อไวแสงของสารเคมีที่สำคัญในการประกอบเป็นเยื่อไวแสงของฟิล์มถ่ายภาพ คือ เกลือเงินเฮไลด์ (Silver halide) เช่น เงินคลอไรด์ (Siler chloride) เงินโบรไมด์ (Silver bromide) และเงินไอโอไดด์ (Silver iodide) ก่อนฉาบสารไวแสงบนฐานรองรับจะมีชั้นของเยลาติน ซึ่งเป็นวัสดุเหนียวสกัดจากเขาและกระดูกสัตว์คั่นอยู่ก่อน เพื่อให้สารไวแสงยึดแน่นกับฐานรองรับ เรียกเยลาตินชั้นนี้ว่า Subbing layer และเมื่อฉาบสารไวแสงบนฐานรองรับแล้ว จะใช้เยลาตินฉาบที่ผิวบนสุดอีกชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันการถูกขีดข่วน ซึ่งเรียกเยลาตินชั้นบนสุดนี้ว่า Nonstress supercoat

3. ส่วนที่เป็นด้านหลังของฟิล์ม จะฉาบด้วยเยลาตินผสมกับอินทรีย์เพื่อป้องกันการโค้งงอ เนื่องจากการเปียก และการแห้งของเยื่อไวแสง และของเยลาติน นอกจากนั้นยังทำหน้าที่ป้องกันการเกิดฮาเลชั่น (Halation) คือ การสะท้อนกลับหมดของแสงที่ผิวล่างของฐานรองรับ ทำให้เกิดวงกลมสว่างขึ้นโดยรอบภาพของจุดกำเนิดแสง


กล้องชนิดพิเศษ

นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีกล้องชนิดอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ผลิตเพื่อใช้สำหรับจุดประสงค์เฉพาะอย่างต่าง ๆ กัน เช่น กล้องถ่ายภาพใต้น้ำ (Under water camera) กล้องสเตริโอ (Stereo camera) กล้องพาโนรามิค (Panoramic camera) ฯลฯ

วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2553

กล้องดิจิตอล (Digital camera)

กล้องดิจิตอลเป็นกล้องที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ใช้อิมเมจ เซ็นเซอร์ หรือ CCD ในการรับภาพแทนฟิล์ม เริ่มพัฒนามาก่อนปี ค.ศ. 1990 และได้เปิดตัวกล้องดิจิตอลรุ่น DCS – 100 1.3 ล้านพิกเซล ในงานโฟโต้กีน่า ปี ค.ศ.1990 กล้องดำจิตอลมีทั้งชนิด Compact, SLR และ Digital Back ที่ใช้กับกล้องขนาดกลาง 120 และกล้องวิว ซึ่งเป็นกล้องขนาดใหญ่ ตัวอย่าง กล้อง ดิจิตอลชนิดคอมแพค Canon Digital IXUS 30 3.2 ล้านพิกเซล Casio Exilim EX-Z50 5 ล้านพิกเซล Nikon Coolpix 8800 8 ล้านพิกเซล Fujifilm FinePix S7000 6 ล้านพิกเซล Olympus Camedia C-70 Zoom 7.1 ล้านพิกเซล กล้องดิจิตอล SLR หรือ DSLR เช่น Konica Minolta Dynax 7D 6 ล้านพิกเซล Fujifilm S3 Pro 6.1 ล้านพิกเซล Nikon D70 6 ล้านพิกเซล Olympus Camedia E-300 8 ล้านพิกเซล Canon EOS 20D 8.2 ล้านพิกเซล ส่วนที่เป็น Digital Back เช่น Leaf 22 ล้านพิกเซล Phase One H20 16 ล้านพิกเซล Kodak DCS Proback 654 H 16 ล้านพิกเซล เป็นต้น

กล้องดิจิตอลเป็นกล้องที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน ถ่ายภาพแล้วสามารถดูภาพได้ทันที จากจอ LCD ภาพไม่สวย ไม่ถูกใจ ลบทิ้งแล้วถ่ายใหม่ ส่วนประกอบของกล้องดิจิตอลจะคล้ายกับกล้องที่ใช้ฟิล์ม คือ มีตัวกล้อง เลนส์ ชัตเตอร์และระบบการบันทึกภาพจะต่างกันอย่างชัดเจน คือกล้องดิจิตอลไม่ต้องใช้ฟิล์มแต่จะใช้วัสดุไวแสง ที่เรียกว่า อิมเมจเซ็นเซอร์ (Image Sensor) คือ CCD (Charge Coupled Device) เป็นตัวรับภาพแทนฟิล์ม คุณภาพของกล้องดิจิตอลส่วนหนึ่งจะขึ้นอยู่กับตัวอิมเมจเซ็นเซอร์ว่ามีความละเอียด หรือมีจำนวนพิกเซลมากน้อยเพียงใด กล้องดิจิตอลชนิดคอมแพค จะมีความละเอียดตั้งแต่ 2-8 ล้านพิกเซล และดิจิตอลแบ็คที่ใช้กับกล้องขนาดกลางและกล้องวิวจะมีความละเอียดตั้งแต่ 16 และสูงกว่า 20 ล้านพิกเซล

หลักการทำงานของกล้องดิจิตอลเริ่มจากแสงผ่านเลนส์กระทบกับหน่วยรับภาพ คืออิมเมจเซนเซอร์ จากนั้นจะแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้าซึ่งเป็นสัญญาณอะนาล็อก ส่งไปยังอุปกรณ์ ADC (Analogue to Digital Converter) ทำหน้าที่แปลงสัญญาณอะนาล็อกให้เป็นสัญญาณดิจิตอล และส่งไปยังหน่วยประเมินผล เก็บบันทึกไว้ในการ์ดหน่วยความจำ (Flash Memory Card) แบบต่าง ๆ เช่น Compact Flash, Smart Media, Memory Stick, Multimedia Card, Secure digital, xD Picture Card เป็นต้น

ข้อมูลจากกล้องดิจิตอล หรือรหัสดิจิตอลที่บันทึกไว้ในหน่วยความจำสามารถส่งเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขความเข้มความสว่าง และสีสันของภาพ รวมทังการลบริ้วรอย ตัดต่อ แต่งเติมเพื่อให้ได้ภาพที่สมบูรณ์ขึ้น จากนั้นจะนำภาพที่สมบูรณ์แล้วส่งทางอินเตอร์เน็ต เผยแพร่ในเว็บไซต์หรือสั่งพิมพ์ภาพในระบบต่าง ๆ เช่น ระบบน้ำยาด้วย เครื่องขนาดใหญ่ที่ใช้ในแล็ปสี เช่นเครื่อง Norisu, Fromtier, Konica, Gretag และ Kis เป็นต้น หรือจะเป็นเครื่องพิมพ์ภาพขนาดเล็กที่ใช้ตามบ้านในระบบ InkJet, Laser หรือ Dye-Sublimation

วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553

กล้อง APS (Advanced Photo System)

เป็นระบบการบันทึกภาพที่พัฒนาใหม่ โดยความร่วมมือของ 7 บริษัท ได้แก่ โกดัค นิคอน ฟุจิ แคนอน โคนิกา มินอลต้า และ ยาชิกา หรือ เคียวซีร่า เปิดตัวเมื่อกลางปี พ.ศ.2539 มีการเปลี่นแปลงทั้งเรื่องของฟิล์ม กล้องและกระบวนการล้าง อัดขยายภาพ มีสัญลักษณ์คือ

ในช่วงแรกโกดัคได้ผลิตฟิล์ม APS คือ KODAK ADVANTIX ISO 100 200 และ 400 ฟูจิผลิต FUJICOLOR NEXIA และในช่วงหลังมีฟิล์ม AGFA FUTURA

ฟิล์ม APS จะอยู่ในกลักฟิล์ม ที่มีขนาดเล็กลง เนื้อที่ของภาพในฟิล์มมีขนาด 16.7 x 30.2 มม. (ฟิล์ม 35 มม. มีขนาด 24 x 36 มม.) มีแถบแม่เหล็กที่เนื้อฟิล์มสำหรับบันทึกข้อมูลเรียกว่า IX หรือ Magnetic Information Exchange ทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลของระบบการทำงานระหว่างกล้อง เลนส์ เครื่องล้างอัด ขยายภาพและอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ทำหน้าที่บันทึกข้อมูลการถ่ายภาพ การเปิดช่องรับแสง ความเร็วชัตเตอร์ สภาพแสงขนาดของภาพ จำนวนของภาพที่ต้องการอัดขยาย ข้อมูลที่จะพิมพ์ลงบนด้านหลังของภาพ เช่น วัน เดือน ปี และข้อความ (Title) ต่าง ๆ หลายภาษา เช่น HAPPY BIRTH DAY, CONGRATULATION เป็นต้น

ขนาดของภาพสามารถเลือกได้ถึง 3 ขนาด ได้แก่ C (Classic) 4 x 6 นิ้ว, H (High Definition TV) หรือ ไฮวิชั่น (High Vision) ขนาด 4 x 7 นิ้ว ( ขนาดมาตรฐานของระบบ APS) และ P (Panorama) 4 x 10 นิ้ว

กล้องที่ใช้ถ่ายภาพระบบ APS ทุกยี่ห้อทุกแบบ ทั้งชนิด Compact และ SLR ทุกตัวจะมีคุณสมบัติพื้นฐานเหมือนกัน คือมีขนาดเล็ก ใช้ง่าย สามารถเลือกขนาดภาพได้ 3 ขนาด การใส่ฟิล์มเป็นระบบ Drop – in loading ลดการผิดพลาดในการใส่ฟิล์ม ฟิล์ม APS จะไม่มีหางฟิล์มเหมือนฟิล์ม 35 มม. เมื่อใส่ฟิล์มลงในกล้องแล้ว กล้องจะเปิดช่องและดึงฟิล์มออกมาโดยอัตโนมัติ ระบบการทำงานต่าง ๆ มากมายของกล้อง 135 ในปัจจุบันถูกนำมาใช้กับกล้อง APS แทบทั้งสิ้น ตัวอย่างกล้อง APS ชนิดเลนส์เดี่ยว สะท้อนภาพ เช่น NIKON PRONIA 600i, MINOLTA VECTIS S-1, CANON EOS IX, FUJI FOTONEX 4000 SL และ OLYMPUS CENTURION ส่วนกล้อง ชนิด COMPACT เช่น MINOLTA VECTIS 30, NIKON NUVIS 125 i, KODAK ADVANTIX 4100ix ZOOM และ CANON IXUS เป็นต้น

การล้างอัด ขยายภาพระบบ APS จะมีเครื่องอัดขยายภาพระบบ APS โดยเฉพาะ เช่นเครื่องนอริทสุ รุ่น 1902, 2201, 2301 และ 2611 เป็นต้น ก่อนการล้างฟิล์มจะใช้อุปกรณ์ดึงฟิล์มออกจากกลัก (Detacher) แล้วนำฟิล์มไปเก็บในกลักฟิล์มชั่วคราวก่อนนำเข้าเครื่องล้างฟิล์ม โดยใช้น้ำยาล้างฟิล์ม C-41 ที่นิยมใช้ทั่วไปในปัจจุบัน แล้วนำฟิล์มไปอัดขยายภาพฟิล์มที่ล้างและอัดขยายแล้วจะนำเข้าเครื่องใส่ฟิล์มคืนกลัก (Re – attacher) ฟิล์มทุกม้วนจะมีเลขประจำตัว (ID) ทั้งที่กลัก และที่ฟิล์มเป็นหมายเลขที่ตรงกัน สิ่งที่เพิ่มในระบบ คือ Index Prints มีขนาด 4 x 6 นิ้ว เพื่อให้ทราบว่าภาพที่ถ่ายทั้งหมดมีกี่ภาพ ภาพอะไรบ้าง ขนาดเท่าใด มีหมายเลขประจำแต่ละภาพ เพื่อความสะดวกในการสั่งอัดขยายภาพครั้งต่อไป ในปัจจุบันกล้องและฟิล์ม APS มีผู้นิยมใช้น้อยลง